test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

26 มี.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 159 ฝูงสัตว์อสูรกาย




   พวกเขาช่วยกันหาทางทำลายทั้งตระกูลศักดิ์สิทธิ์และแหล่งกบดานของสมาคมทมิฬพร้อมกัน มิเช่นนั้นอาจสร้างความเสียหายให้กับเมือกลอรี่ได้



     เนี่ยหลีใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า "ทำไมเราไม่ลองทิ้งเวลาออกไปอีกเล็กน้อย แล้วหาทางใช้ชื่อของท่านพ่อตารวบรวมยอดฝีมือจากตระกูลต่างๆ มาที่จวนเจ้าเมืองล่ะ บอกว่าฝูงสัตว์อสูรอยู่ในภาวะที่สามารถโจมตีเมืองได้ทุกเมื่อเป็นข้ออ้าง หลังจากที่ทุกคนมารวมกันที่จวน ก็ให้ท่านเอียซิ่วเป็นคนจัดการต่อ ด้วยการใช้ค่ายกลหมื่นอสูรและยอดฝีมือจากตระกูลอื่นคอยช่วย ข้าไม่เชื่อว่าจะมีใครในตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลุดรอดไปได้ ระหว่างนั้นท่านเอียเซิ่งสามารถนำกำลังบุกกวาดล้างสมาคมทมิฬพร้อมกับส่งคนไปเก็บกวาดตระกูลศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้ยอดฝีมือได้พร้อมกันด้วย"



   หลังจากได้ฟังความเห็นของเนี่ยหลี่ เอียเซิ่งพยักหน้ากล่าวว่า "วิธีนี้สามารถดำเนินการได้ แต่คงต้องหารือรายละเอียดกันก่อนลงมือ"



   พอเห็นท่าทางของเอียเซิ่ง เนี่ยหลี่ก็ทราบว่าเอียงเซิ่งคงมีวิธีการอื่นในใจแล้ว



ทั้งสามหารือกันเป็นเวลานาน



      ในเมือกลอรี่อันเงียบสงบก็ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง ไม่มีใครรู้ว่าในเวลาอันใกล้จะเกิดเหตุการณ์ใหญ่โตใดในเมืองต่อไป



ก่อนหน้านี้ การที่เนี่ยหลี่ปรากฏตัวที่สถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ก็เพื่อหลอกล่อให้ศัตรูปรากฎตัว แต่กลายเป็นว่าแทนที่คนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะออกมาเนี่ยหลี่กลับพบว่าเอียฮั่นออกมาติดเบ็ดแทน การต่อสู้ระหว่างเนี่ยหลี่และเอียฮั่น กลับส่งเสริมให้เนี่ยหลี่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธ์ หลังจากนั้น เนี่ยหลี่กับพวกก็พากันไปหลงอยู่ในดินแดนคุกนรกอยู่หลายวัน ทิ้งไว้เพียงตำนานที่เด็กในสถาบันเล่าสู่กันฟัง



ตอนนี้เนี่ยหลี่และพวกกลับมาที่สถาบันอีกครั้ง กลับไม่เข้าห้องเรียน เพียงวิ่งเข้าวิ่งออกหอสมุดเท่านั้น



   ทันทีที่เนี่ยหลี่ปรากฎตัว แน่นอนว่าฮูเหยียนหลานเร่อย่อมต้องมาพัวพันมัน ทำให้เนี่ยหลี่ได้แต่เตลิดไปไม่เป็นที่

  

    ณ ตระกูลศักดิ์สิทธิ์



      นักรบวัยกลางคนในชุดคลุมสีเทาผู้หนึ่งนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งต่อหน้าเสิ่นฮองกล่าวรายงานว่า "ท่านเจ้า ข้าได้รับรายงานมาว่าเนี่ยหลี่ปรากฎตัวอีกครั้ง ยามนี้มันอยู่ที่สถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ใช้ชีวิตอย่างไม่เกรงกลัวอันใด"




       "ฮืม.....ข้าจะให้เด็กนั่นเล่นสนุกไปก่อน" เสิ่นฮองหัวเราะเสียงเย็น "ตระกูลวายุเหมันต์ไม่สามารถหาหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าพวกเราแปรพักตร์ไปเข้าร่วมกับสมาคมทมิฬ กลับส่งเด็กเล็กคนหนึ่งออกมาหวังล่อให้พวกเราติดกับ พวกนั้นพยายามทำให้เราเคลื่อนไหว นั่นอาจทำให้พวกมันสามารถรวบรวมหลักฐานได้ แค่เด็กคนเดียวยังไม่อาจทำให้เราเผยพิรุธหรอก พวกมันประเมินตระกูลศักดิ์สิทธิ์ต่ำไปแล้ว กระจายคำสั่งออกไป หากไม่มีกิจธุระจำเป็น ห้ามมิให้คนในตระกูลออกไปก่อเรื่องราวที่ภายนอก ให้ทั้งหมดทำหน้าที่ของตัวเองไป"



        "ขอรับนายท่าน" นักรบวัยกลางคนน้อมรับคำสั่ง



      เสิ่นฮองนั่งหลักตรงพลางเคาะนิ้วกับเท้าแขนเก้าอี้ แม้ว่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์ของเขาจะถูกตระกูลวายุเหมันต์กดดัน พวกเขาก็ยังนับว่ามีพื้นฐานมั่นคงยากจะสั่นคลอนได้ หากตระกูลวายุเหมันต์ต้องการกำจัดตระกูลศักดิ์สิทธิ์ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหลีกเลี่ยงการถูกแว้งกัด



        ตามแผนแล้ว สมาคมทมิฬจะล่อฝูงสัตว์อสูรขนาดมโหฬารมาโจมตี เมื่อถึงเวลานั้นเมือกลอรี่จะล่มสลาย ส่วนตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะถอนตัวออกจากเมือง พวกเขาจะกบดานอย่างปลอดภัยในเทือกเขาบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ หลังจากฝูงสัตว์อสูรจากไปแล้ว พวกเขาจะเข้าไปอาศัยในดินแดนคุกนรกกับสมาคมทมิฬ เสิ่นฮองก็เป็นอีกคนที่รับทราบถึงการคงอยู่ของดินแดนคุกนรก



       เนื่องจากตระกูลวายุเหมันต์คอยกดดันตระกูลศักดิ์สิทธิ์ สมาคมทมิฬจึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ด้วยการปล่อยฝูงสัตว์อสูรขนาดย่อมเข้าโจมตีเมือง นั่นจะทำให้ตระกูลวายุเหมันต์ไม่มีเวลาจัดการกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์ เป็นการเปิดช่องให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์มีเวลาพักหายใจ



       ฝูงสัตว์อสูรที่ว่าจะเข้าโจมตีเมืองภายในไม่กี่วันนี้



      สิ่งที่เสิ่นฮองไม่ทราบก็คือตระกูลวายุเหมันต์ค้นพบหลักฐานว่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์แปรพักต์ไปเข้าร่วมกับสมาคมทมิฬแล้ว ดังนั้นการที่เนี่ยหลี่ปรากฎตัวในสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ก็เพียงเพื่อสร้างภาพให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ลดความระแวดระวังลง



      ยามค่ำมืด



        เนี่ยหลี่และพวกยังฝึกพลังกันอยู่ในสวนของที่พักเอียจื้ออวิ้น เนี่ยหลี่รู้ดีว่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์กับสมาคมทมิฬเต็มไปด้วยยอดฝีมือ โดยเฉพาะสมาคมทมิฬ พวกมันลักลอบดำเนินการมาหลายปี ย่อมต้องมียอดฝีมือในสังกัดไม่น้อย ตอนนี้พลังของพวกเนี่ยหลี่ยังนับว่าห่างชั้น



      ในยามนี้ เนี่ยหลี่และพวกฝึกพลังได้เฉลี่ยหนึ่งดาวโกลด์กันแล้ว ผู้ที่ทรงพลังที่สุดในหมู่พวกเขาคือต้วนเจี้ยนผู้มีพลังระดับหนึ่งดาวแบล็คโกลด์ ด้วยความแข็งแกร่งทางกายภาพของเขา แม้แต่ชนชั้นแบล็คโกลด์ทั่วไปยังไม่อาจทำอะไรเขาได้



    เนี่ยหลี่ยังคงใช้ผลึกโลหิตฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง



      ยามค่ำคืนเงียบสงบดั่งผืนน้ำไร้ระลอก เอียจื้ออวิ้นกลับไม่อาจข่มตาลงได้ นางออกจากห้องนอนแล้วเดินไปยังสวนที่เนี่ยหลี่กำลังเพ่งสมาธิฝึกพลังอยู่



        เอียจื้ออวิ้นเหม่อมองฉากนี้อย่างเงียบงันพลางเริ่มฝันกลางวัน เนี่ยหลี่นับเป็นตัวตนที่ยากจะเข้าใจ บางครั้งเขากระทำตัวราวกับเด็กไร้เดียงสา บางครากลับสงบ สง่าและลึกล้ำ ยามนี้นางกับเขานับว่ามีความสัมพันธ์ใดกัน? เอียจื้ออวิ้นรู้สึกสับสนเล็กน้อย



       แสงจันทร์สาดส่องต้องผิวกายขาวนวลเนียน หนุนส่งให้นางมีภาพลักษณ์ราวกับภูติพรายอันงดงามใต้แสงจันทร์ ทั้งสูงส่งและงดงาม



      เมื่อรู้สึกถึงตัวตนของเอียจื้ออวิ้น จิตใจเนี่ยหลี่กลับสงบลงอย่างน่าประหลาด



หลายวันถัดมา ณ จวนเจ้าเมือง



      เอียเซิ่งและผู้นำของตระกูลวายุเหมันต์หลายคนร่วมกันวางแผนจัดการกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์และสาขาของสมาคมทมิฬ ทันใดนั้นเอง ผู้อาวุโสชั้นแบล็กโกลด์ก็รีบเร่งเข้าพบ



      ผู้อาวุโสนั้นรายงานด้วยน้ำเสียงเร่งร้อนว่า "ท่านเจ้านคร แย่แล้ว พวกเราพบฝูงสัตว์อสูร ยามนี้พวกมันอยู่ไม่ไกลจากเมือง แต่ยังคงเคลื่อนที่มุ่งหน้ามายังเมือกลอรี่ คาดว่าจะมาถึงภายในสองชั่วยามครึ่ง (หนึ่งชั่วยามเท่ากับสองชั่วโมง สองชั่วยามครึ่งเท่ากับห้าชั่วโมง)ขอรับ"



    เมื่อได้ยินสิ่งที่ผูอาวุโสรายงาน เอียเซิ่งพลันลุกขึ้นยืน ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก ยามนี้พวกมันวางแผนจัดการกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์ สมาคมทมิฬกลับชิงลงมือก่อน สัตว์อสูรฝูงนี้ย่อมเป็นสมาคมทมิฬล่อมาแล้ว



"ครานี้มีจำนวนเท่าใด?" เอียเซิ่งกล่าวถาม



      "พวกมันมากันไม่กี่ล้านตัวส่วนใหญ่เป็นสัตว์อสูรชั้นบรอนซ์ มีเพียงส่วนหนึ่งเป็นชั้นซิลเวอร์และโกลด์ เราตรวจพบสัตว์อสูรชั้นแบล็คโกลด์น้อยมาก และไม่พบสัตว์อสูรชั้นตำนานเลย" ผู้อาวุโสประสานมือทำความเคารพพลางรายงานเพิ่มเติม



        เมื่อได้ยินเช่นนี้เอียเซิ่งค่อยลอบระบายลมปากอย่างโล่งออก ฝูงสัตว์อสูรขนาดไม่กี่ล้านนี้ เมือกลอรี่ยังมีขีดความสามารถรับมือได้อยู่ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีสัตว์อสูรชั้นตำนานมาด้วย สัตว์อสูรชั้นตำนานนับว่าเป็นตัวอันตรายอย่างแท้จริง แต่ไม่ว่ายังไงพวกมันไม่อาจประมาท จะอย่างไรนี่ยังคงเป็นฝูงสัตว์อสูรบุก



    "ลั่นระฆังเตือนภัย!! ให้ทั้งเมืองเตรียมพร้อมรับสถานการณ์" เอียเซิ่งประกาศด้วยท่าทีเคร่งขรึม



     ตัง!! ตัง!! ตัง!!



   ด้วยความรวดเร็ว เสียงระฆังดังก้องไปทั่วนครประกาศการมาของภัยหายนะครั้งนี้



    เมื่อได้ยินเสียเตือนภัย ทั้งเมือกลอรี่ถึงกับแตกตื่น เต็มไปด้วยเสียงร้องของเหล่ามวลมนุษย์ที่สามารถได้ยินไปไกลหลายลี้



      เนี่ยหลี่พลันลืมตาขึ้นจากการฝึกพลัง เขาย่อมไม่ลืมเสียงระฆังนี้ ในชาติก่อนของเขา สองปีหลังจากนี้ เสียงนี้ทำให้เขาต้องเห็นเมือกลอรี่ล่มสลายไปกับตา



      "ตระกูลศักดิ์สิทธิ์!!!" เนี่ยหลี่พลันมีโทสะพลุ่งขึ้น ความจริงแล้ว ฝูงสัตว์อสูรสมควรมาบุกหลังจากนี้อีกสองปี เขาไม่คิดว่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์และสมาคมทมิฬจะไม่ยอมรอเวลา โชคดีที่จวนเจ้าเมืองมีการตั้งค่ายกลหมื่นอสูรไว้แล้ว อย่างน้อยก็นับเป็นไพ่ตายรักษาชีวิตได้ อย่างแย่สุดพวกเขายังสามารถล่าถอยเข้าดินแดนคุกนรกได้ นับว่าสถานการณ์ยังดีกว่าชาติก่อนมากนัก



    ตู่ซื่อกับพวกที่เพิ่งหยุดฝึกลืมตาถามว่า "เนี่ยหลี่ เกิดอะไรขึ้น? ฝูงสัตว์อสูรเข้าโจมตีเมือง?"



    "ถูกแล้ว ฝูงสัตว์อสูรนั่นแหละ" เนี่ยหลี่พยักหน้ายืนยัน "ให้ทุกคนรวมตัวกันไว้ แล้วรออยู่ที่นี่กับต้วนเจี้ยน ข้าจะไปเข้าพบเจ้าเมืองก่อน"



    ยามนี้ทั้งเซี่ยวหนิงเอ๋อ และเอียจื้ออวิ้นต่างก็ปรากฎแววห่วงใยบนใบหน้า



  "ข้าจะไปด้วย" เซี่ยวหนิงเอ๋อและเอียจื้ออวิ้นพูดขึ้นพร้อมกัน



    "พวกเจ้ารออยู่ที่นี่คอยฟังข่าว" เนี่ยหลี่ส่ายหัว เขาหันตัวไปแล้วกลายเป็นเรือนร่างเลอะเลือน พริบตาเดียวก็หายไป มุ่งหน้าไปยังห้องโถงของจวนเจ้าเมือง



ณ ห้องโถงจวนเจ้าเมือง



     เอียเซิ่ง เอียซิ่วและคณะกำลังปรึกษาหารือการวางแนวป้องกัน ยอดฝีมือของตระกูลวายุเหมันต์จำนวนมากวิ่งพล่านไปทั่ว ทำหน้าที่ของตน ยอดฝีมือตระกูลต่างๆ รวมตัวกันเป็นกองทัพ ยืนรออยู่นอกห้องโถง



    ท่านเอียซิ่ว ฝูงสัตว์อสูรมีจำนวนเท่าใด?" เมื่อเห็นว่าเอียเซิ่งไม่มีเวลาว่าง เนี่ยหลี่จึงรีบถามเอียซิ่วก่อน



      ครานี้มีเพียงไม่กี่ล้าน ตอนนี้ที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นชั้นแบล็คโกลด์" เอียซิ่วบอก



     ได้ยินอย่างนั้น เนี่ยหลี่ต้องลอบระบายลมปากอย่างโล่งใจ แม้ว่าจะมีจำนวนหลักล้านก็ยังสามารถสร้างความเสียหายให้กับเมือกลอรี่ได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถทำลายเมืองอย่างราบคาบได้ ในชาติก่อน ฝูงสัตว์อสูรที่บุกมามีจำนวนนับร้อยล้าน พวกเขาจึงไม่มีกำลังพอจะต้านทานกำลังระดับนี้



"ฝูงสัตว์อสูรครานี้หลักๆ แล้วมีประเภทใดบ้าง?"



"เป็นสัตว์อสูรหิมะวายุ" เอียซิ่วตอบ



"พวกเรายังมีเวลาอีกนานเท่าใด" เนี่ยหลี่ถาม



"ราวๆ สองชั่วยามครึ่ง การปะทะระลอกแรกจะเกิดขึ้นที่กำแพงเมืองทิศใต้" เอียซิ่วตอบ สายตาคาดหวังให้เนี่ยหลี่มีความคิดดีๆ



      สองชั่วยามครึ่ง เวลานับว่าเหลือเฟือ' เนี่ยหลี่คิดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดกับเอียซิ่วว่า "ท่านเอียซิ่ว ท่านสามารถจัดคนให้ข้าห้าร้อยหรือไม่ ข้าจะไปป้องกันกำแพงเมืองทิศใต้"



 "ห้าร้อยคน?" เอียซิ่วขมวดคิ้วเล็กๆ ก่อนจะพูดว่า สถานะของเจ้ายามนี้นับว่าคับขันอันตราย ทั้งตระกูลศักดิ์สิทธิ์และสมาคมทมิฬจับจ้องหาโอกาสกำจัดเจ้าอยู่ หากพวกมันอาศัยช่วงชุลมุนวุ่นวายขณะฝูงสัตว์อสูรโจมตีเมืองแล้วใช้วิธีลอบกัด พวกเรายอมรับความเสียหายเช่นนั้นไม่ได้"



เนี่ยหลี่ยิ้มเบาบางพลางพูดว่า "ข้ารู้จักวิชาแปลงโฉม ข้าสามารถแปลงโฉมเป็นคนอื่นได้"



"ห้าร้อยคนนี้เจ้าต้องการความสามารถระดับใด?"



"ห้าร้อยคนนี้ เพียงนักสู้ทั่วไปก็พอ" เนี่ยหลี่ยิ้มตอบ



    ได้ยินที่เนี่ยหลี่พูด เอียซิ่วก็ต้องงุนงง นักสู้ระดับทั่วไปเพียงห้าร้อยคนจะทำอะไรได้? สัตว์อสูรที่มาคราวนี้มาเป็นล้าน



      บางทีเนี่ยหลี่อาจมีความคิดดีๆ ก็ได้ เมื่อจำนวนคนเพียงนี้ไม่มีผลกระทบต่อสถานการณ์เท่าใด ย่อมไม่เป็นผลเสียหากจะให้เนี่ยหลี่ทดลองดู เอียซิ่วใคร่ครวญครู่หนึ่งก่อนจะตอบรับ "ไม่มีปัญหา ข้าจัดสรรนักสู้ระดับทั่วไปให้เจ้าพันคน ทั้งหมดให้ทำตามที่เจ้าสั่ง"



     "เช่นนั้นนับว่าดียิ่ง ขอบคุณท่านเอียซิ่ว"



เนี่ยหลี่เหลือบสายตามองเอียเซิ่งที่กำลังยุ่งกับการวางแผน เห็นแน่ชัดว่าเขากำลังปวดหัวกับการแก้ปัญหาต่างๆ ดังนั้นเนี่ยหลี่ไม่สะดวกกับการทักทาย ได้แต่ล่าถอยไปอย่างเงียบงัน



     เวลาไม่กี่ชั่วยามนี้นับว่าเป็นช่วงลำบากของชาวนครอย่างแท้จริง เมือกลอรี่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน หลายครั้งมีฝูงสัตว์อสูรขนาดหลายสิบล้านโจมตีเมือง จนเมือกลอรี่เกือบล่มสลายมาหลายรอบ แม้ว่ายังประคับประคองตัวได้สร้างเมืองขึ้นมาใหม่ แต่ว่าการบุกแต่ละครั้ง ทำให้พวกมันต้องเผชิญปัญหาผู้คนล้มตายจำนวนมากประสบกับความสูญเสียไม่น้อย เรียกว่าในสิบคนตายเสียเจ็ดแปดคน



    ทุกคนย่อมไม่คิดอยากให้สัตว์อสูรบุกเมืองอีก


 บุคคลทั่วไปย่อมไม่อาจรับทราบสถานการณ์ปัจจุบัน เพียงถนนคราคร่ำด้วยทหารสวมเกราะ รีบเร่งไปประจำการที่กำแพง



เมื่อพบเห็นฉากนี้ ผู้คนพากันเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน


ในบ้านหลังหนึ่ง


  แม่จ๋า ฝูงสัตว์อสูรจะมาเหรอเด็กสาวตัวน้อยสวมชุดป่านกระพริบตาใสแจ๋วถามมารดาหญิงผู้เป็นแม่แม้ยังคงหวาดหวั่นไม่คลาย ได้แต่เค้นรอยยิ้มขึ้นกล่าวปลอบว่า "เด็กเอย ไม่ต้องห่วง ฝูงสัตว์อสูรจะไม่ได้เข้ามาหรอก บิดาเจ้าจะขับไล่พวกมันไปเอง"


   สตรีผู้นั้นมองไปยังความมืดภายนอก สามีของนางเป็นหนึ่งในทหารยามรักษาเมือง นางไม่รู้ว่าจะมีผู้คนล้มตายเท่าใด และสามีของนางจะได้กลับมาบ้านอีกหรือไม่......

แปลโดย Moonstruckman





เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง