test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

14 มี.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 145 ระดับโกลด์



ในมุมมองของเนี่ยหลี่, การบรรลุเข้าสู่ระดับบรอนด์และซิลเวอร์นั้นมันช่างเป็นเรื่องที่แสนสุดจะง่ายดาย แต่สำหรับการบรรลุเข้าสู่ระดับโกลด์ มันก็เริ่มเป็นด่านที่มีความยากขึ้นที่จะบรรลุผ่านไปได้ด่านหนึ่งทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่ด่านที่ไม่มีวันผ่านไปได้ ด้วยการเพาะบ่มพลังของเซียวหนิงเอ๋อและคนอื่นๆ การเพาะบ่มเข้าสู่ระดับโกลด์มันช่างเป็นเรื่องที่ง่ายสุดจะแสนสบาย ทั้งหมดที่พวกเขาต้องการก็แค่สะสมพลังวิญญาณของพวกเขาให้ถึงขั้น แล้วก็บรรลุด่านผ่านขึ้นไป


แต่สำหรับตัวเนียหลี่เองนั้น เนื่องด้วยเหตุที่ว่าเขาได้ฝึก [เคล็ดวิถีสวรรค์] งานยากสำหรับการบรรลุด่านเข้าสู่ระดับต่อไป ก็มีเหตุมาจากที่ว่าขอบเขตห่อหุ้มพลังวิญญาณของเขานั้น มันดันหนากว่าชาวบ้าน แม้ว่าความยากมันจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากขอบเขตที่ห่อหุ้มนั้น แต่มันก็ไม่ถือว่ายากสักเท่าไหร่หรอกนะสำหรับตัวเนียหลี่


(เรื่องการบรรลุด่านพลังวิญญาณสู่ระดับขั้นที่สูงขึ้น อยากให้คุณผู้อ่านจินตนาการถึง ลูกโป่งที่มีลูกโป่งซ้อนอยู่ด้านในเรื่อยๆหลายๆชั้น พอเป่าลมมากพอจนลูกโป่งชั้นด้านในสุดแตก ลมที่เป่าก็จะมาอยู่ในลูกโป่งชั้นต่อๆไปไล่ไปเรื่อยๆ คนอื่นๆก็แค่เป่าๆเพิ่มลมเข้าไป แต่ของเนียหลี่ ลูกโป่งเขาดันผิวหนากว่าชาวบ้าน)



เขาได้ดูดซับพลังวิญญาณจากหินศิลาโลหิต จากนั้น จึงแปรสภาพมันให้เป็นพลังวิญญาณของเขาเอง ซึ่งทำให้ขอบเขตพลังวิญญาณของเขาขยายขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้เขารู้สึกว่าตัวพองบวมขึ้น


แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้พยายามบรรลุด่านขึ้นสู่ระดับโกลด์ในทันที แต่เขาเลือกที่จะบีบอัดพลังในขอบเขตพลังวิญญาณ เขาบีบอัดมันเข้าไปอยู่ในบริเวณเล็กๆ จากนั้นก็ดูดซับพลังวิญญาณเพิ่มเข้ามาใหม่จากหินศิลาโลหิต
(อย่างกับบีบอัดไฟล์ด้วย
Winrar เลยนะพ่อคุณ)


บีบอัดพลังวิญญาณกลุ่มก้อนครั้งที่หนึ่ง ... บีบอัดพลังวิญญาณกลุ่มก้อนที่ครั้งสอง... บีบอัดพลังวิญญาณกลุ่มก้อนครั้งที่สาม....


เขาใช้หินศิลาโลหิตเพื่อดูดซับพลังหมดไปเป็นโหลๆ จนพลังวิญญาณในร่างกายถูกบีบอัดเป็นกลุ่มก้อนถึงเจ็ดครั้ง ในที่สุดขอบเขตพลังวิญญาณของเขาก็ถึงขีดจำกัดที่จะรับไว้ได้ไหว


"เรียบร้อย" เขาเปิดตาขึ้นทันทีทันใดนั้น จากนั้นพลังวิญญาณในขอบเขตพลังวิญญาณของเขา ก็เริ่มกระเพื่อมและก็ไหลบ้าคลั่งเคลื่อนปรูดดดด ไปตามจุดทั้งร้อย ในแนวผ่ากลางของร่างกาย


       บูมมมมมมมมมม !!!!!!

มันกระเพื่อมดุจคลื่นคะนองเกรี้ยดกราดมิอาจควบคุม


รัศมีจากกายของเนียหลี่ขยายเพิ่มขึ้นหลายเท่าในทันทีหลังจากการที่เขาบรรลุเข้าสู่ระดับโกลด์1ดาว (Lv.Up! แต่แดแด๊ดแต่แด้....จิ้นถึงเสียงRaknarokนะท่านผู้อ่าน) แต่ถึงอย่างไรผู้เชี่ยวชาญขั้นโกลด์ทั่วๆไปก็ยังหาเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้ไม่ เนื่องจากทักษะการต่อสู้ที่เขาฝึกฝนมาจนเมฟจิงๆตั้งแต่ชีวิตครั้งก่อน
(Novice High Class ว่างั้น หรือว่าLv.99แล้วจุติมาพ่อคุณ)


เมื่อสัมผัสพลังวิญญาณภายในร่าง, เนียหลี่เห็นได้ถึงความสะพรั่งในขอบเขตพลังวิญญาณส่วนลึกนั้นค่อยเติบโตขึ้นช้าๆ กลายเป็นกระแสเส้นโครงข่ายเชื่อมต่อกันยาวเยียด กระแสเส้นโครงข่ายนี้ แยกตัวแบ่งออกเป็น 2 ทาง แล้วจึงเชื่อมตัวของมันเองเข้ากับแพนด้าเขี้ยวอสูร และจิตอสูรเงาพรายตามลำดับ แพนด้าเขี้ยวอสูร และจิตอสูรเงาพรายค่อยๆงอตัวขึ้น ดุจดังผลไม้ ในเครือเถาที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยเถาเครือของตัวมันนั้นเอง  (แบบข้างล่างเนี้ย)




เนี่ยหลี่รู้สึกได้ว่าแพนด้าเขี้ยวอสูร และจิตอสูรเงาพรายในตอนนี้ดูรูปลักษณ์เปลี่ยนแปลงแปลกตาไป
รูปแบบการเปลี่ยนรูปลักษณ์ที่ดูแปลกตาทำให้เนียหลี่อัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง เป็นครั้งแรกที่เขาค้นพบว่า พลังในขอบเขตพลังวิญญาณในตัวเปลี่ยนรูปไปอย่างมากมาย

ดูเหมือนว่าความเข้าใจเกี่ยวกับพลังวิญญาณของเขายังคงไม่สมบูรณ์ซะแล้ว

เนียหลี่รีบซ่อนรัศมีพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา แม้ว่าเขาจะเข้าสู่ระดับโกลด์1ดาวไปแล้ว แต่รัศมีพลังที่แผ่ออกมาจากร่างกายยังดูเหมือนอยู่แค่ระดับซิลเวอร์เท่านั้น ด้วยสกิลการหลบซ่อนของเนี่ยหลี่ แม้แต่ตัวซิคงอวี้เองก็ไม่สามารถค้นพบความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเนี่ยหลี่ได้

เป็นเวลาถึงสิบวัน ที่เนียหลี่ใช้ไปในการปรับแต่งรัศมีพลังวิญญาณให้เสร็จแล้วสิ้น และอีกทางหนึ่ง, เสียงแหกปากร้องของต้วนเจี้ยนก็ค่อยๆเงียบสงบลงไปอย่างช้าๆ และในที่สุดก็ไม่มีเสียงใดๆมาจากเขาอีก

เนียหลี่และกลุ่มค่อยๆปรากฏตัวขึ้นทีละคนและเข้ามาตรวจดูต้วนเจี้ยน ที่ตอนนี้นอนแน่นิ่งอยู่อย่างเงียบๆ

"เกิดอะไรขึ้นกับเขา " ตู่ซือและคนอื่นๆ รู้สึกว่ารัศมีพลังวิญญาณที่ออกมาจากร่างต้วนเจี้ยนนั้นค่อยๆอ่อนแอลงไปทีละน้อยๆ

เซียวหนิงเอ๋อ, ลูเปียวและคนอื่นๆ ดูลนลานกระวนกระวาย "ต้วนเจี้ยนคงจะไม่ตายแบบนี้ใช่ไหม?"

มีเพียงแค่เนี่ยหลี่เท่านั้นยังดูนิ่งอยู่ได้, เขาแลดูนิ่งสงบ และเฝ้าจ้องมองต้วนเจี้ยนที่นอนนิ่งอยู่ ถ้าต้วนเจี้ยนรอดพ้นผ่านจากจุดนี้ไปได้ จากนี้ไป มันก็เป็นช่วงโอกาสของเขาที่จะกลายเป็นผู้ชำนาญที่เก่งยวดยิ่ง แต่ถ้าเขารอดพ้นผ่านไปไม่ได้ เขาก็จะ.......

ผ่านไปอีกสักระยะใหญ่ รัศมีพลังวิญญาณที่ออกมาจากร่างของต้วนเจี้ยน ก็ดูเหมือนดับสิ้นลงไป

แต่ทันทีทันใดนั้น

"ตรั้มมมมมม ตรั้ยมมมมมม......"


เสียงทุ้มลึกก็ดังแผ่ออกมาจากร่างกายของต้วนเจี้ยน เสียงทุ้มลึกนั้นคือเสียงเต้นของหัวใจของเขา เสียงก้องสะท้อนการเต้นของหัวใจ มันดังกังวานมากพอที่ทำให้กำแพงที่อยู่ใกล้พังทลายลง (เอ่อ..หัวใจหรือเสียงกลองศึกครับ กำแพงพังเลยเรอะ)

หลังจากนั้น รัศมีพลังอันดูลึกลับมีอำนาจก็แผดพุ่งออกมาจากร่างของต้วนเจี้ยน มันแผ่รัศมีกว้างออกไปโดยรอบอย่างต่อเนื่อง

รัศมีพลังนี้ทำให้เซียวหนิงเอ๋อและคนอื่นๆรู้สึกถึงแรงความกดดันกล้าแกร่ง

"พลังอะไรกันวะเนี่ย!! "

เนี่ยหลี่รู้สึกถึงพลังอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านไหลวกเวียนภายในร่างต้วนเจี้ยน ปีกที่อยู่เบื้องหลังของเขาแผ่ขยายแข็งแกร่งขึ้น เพียงแค่การสะบัดโซ่สีดำที่ล่ามต้วนเจี้ยนเอาไว้ก็แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ

กรรรรรรรรรรรร

ต้วนเจี้ยนแผดเสียงคำรามดุร้าย เสียงมันช่างเหมือนดุจดั่งมังกรจริงๆคำราม


"สัตว์ประหลาดสุดสยองโพดๆ" ลู่เปียวมองที่ต้วนเจี้ยนอย่างหวั่นกลัว เขาไม่เคยคิดว่า ต้วนเจี้ยนที่ดูแน่นิ่งไปแล้ว อยู่ดีๆก็คดีพลิกกลับมาทรงพลังเวอร์วังอลังการ

บูม! บูม! บูม!

คลื่นรัศมีพลังถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างต้วนเจี้ยน ร่างกายของเขาค่อยๆลอยขึ้นกลางอากาศและห่อหุ้มไปด้วยแสงสีดำมัวๆ สีหน้าของเขาดูสง่างามสูงศักดิ์ ดูราวกับว่าเขาเป็นผู้สอดส่องคอยดูแลสรรพชีวิต จากนั้นสักพัก เขาก็ลืมตาขึ้นในทันทีทันใด

หลังจากที่เขาได้เห็นเนี่ยหลี่และพรรคพวก เขาก็ค่อยๆทิ้งตัวลงสู่พื้น

พลังแห่งสายเลือดมังกรช่างแข็งแกร่งแท้เหลา มันสามารถทำให้พลังกายของต้วนเจี้ยนเข้าถึงระดับที่น่ากลัว ผู้เชี่ยวชาญต่ำกว่าระดับตำนานมิอาจทำความเสียหายใดๆต่อร่างกายเขาได้อีกต่อไป
รูปร่างลักษณะของต้วนเจี้ยนดูตัวสูงกว่าเนี่ยหลี่และคนอื่นๆเล็กน้อย เขายังดูใจเด็ดไม่เปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับแววตาที่ดูคมเข้มบาดลึก แม้ว่าผมเขาจะดูยุ่งเหยิงไปเสียหน่อย แต่มันก็มิอาจปิดบังนิสัยที่โดดเด่นของเขาได้

แววตาของเขาจากแต่เดิมที่เคยดูขุ่นเคือง ก็ค่อยๆดูกระจ่างใสแหลมคมขึ้น เขาในตอนนี้ดูเหมือนจะได้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่แปรเปลี่ยนไป ดวงตาของเขาดูเปล่งประกาย บอกใบ้ได้ถึงความประหลาดใจในขณะที่จ้องมองที่เนียหลี่

บึ้ม!!!

ต้วนเจี้ยนแลนดิ้งลงมายืนเบื้องหน้าเนียหลี่ จากนั้นคุกเข่าลงข้างหนึ่ง และกล่าวขึ้นอย่างขึงขัง "ขอบคุณความกรุณาที่นายท่านมีให้แก่ข้า ต่อแต่นี้ไปภายภาคหน้า ชีวิตของต้วนเจี้ยนขึ้นอยู่กับนายท่าน ถ้านายท่านต้องการให้ข้ามีชีวิตอยู่,ข้าก็จะอยู่ ถ้านายท่านต้องการให้ข้ามอดม้วยมรณา ข้าก็จักตายตรงหน้าแด่ท่าน!"

เสียงของต้วนเจี้ยนดูมั่นคงแต่สงบนิ่ง มันหาดูหลบซ่อนความลังเลใดๆไม่


จริงๆแล้ว, ด้วยความแข็งแกร่งของต้วนเจี้ยนในตอนนี้ หากเขาจะพลิกลิ้นกับคำก็สามารถทำได้ง่ายๆ แถมถ้าเขาอยากจะหลบหนีออกจากบ้านตระกูลปีกสีเงินก็ไม่ใช่เรื่องยากอันใด แต่อย่างไรนั้น, เขาก็ไม่ได้เลือกที่จะหลบหนี แต่เขากลับก้มศีรษะของเขาลงให้เนียหลี่อย่างภาคภูมิใจ (คนจริง! ไม่เสียแรงที่ผู้แปลรักนักรักหนา #ทีมต้วนเจี้ยน เยิฟๆ)

ตั้งแต่ช่วงเวลาที่ครอบครัวเขาได้ถูกปลิดชีพไปนั้น, ต้วนเจี้ยนก็ชีวิตอยู่ด้วยความเจ็บปวด และการทรมานโดยตระกูลปีกสีเงินมากมายเกินจะจดจำได้หมดสิ้น จนเป็นเนี่ยหลี่คนนี้ที่มาปลดปล่อยเขาจนได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ ช่วยชีวิตเขาจากห้วงความทุกข์ทรมาน และในเวลาเดียวกัน, เขายังให้ความหวัง ความหวังที่จะแก้แค้นให้ท่านพ่อท่านแม่ของเขา ความเมตตาของเนี่ยหลี่ประดุจเหมือนมอบชีวิตใหม่ล้ำค่าให้แก่เขา!

"ข้ามองเขาไม่ผิดจริงๆ" เนี่ยหลี่คิดในใจ ต้วนเจี้ยน เป็นคนจำพวกมีความซื่อสัตย์เป็นธรรมชาติสันดาน ตั้งแต่เริ่ม, เนี่ยหลี่ รู้อยู่แล้วว่าเมื่อต้วนเจี้ยนสาบาน เค้าก็จะจงรักภักดีต่อเขาจริงๆ

"ความแข็งแกร่งของร่างกายเจ้าตอนนี้ ไม่ได้เป็นรองผู้เชี่ยวชาญระดับตำนานแต่อย่างใด แต่กระนั้นก็ตาม, เจ้าก็ยังหาใช่คู่ต่อสู้ของระดับตำนานของจริงไม่ ดังนั้นอย่าเพิ่งห้าวปล่อยของโขว์เมฟซะล่ะ!" เนี่ยหลีมองต้วนเจี้ยนและกล่าว "จงมัดโซ่ดำกลับไปใหม่ซะ"

"ขอรับนายท่าน" ต้วนเจี้ยนพยักหน้า ภายในแววตาของเขา, ความเดือดดาลเปล่งประกายไปทั่ว ตลอดชีวิตของเขาๆต้องเด็ดเอาหัวของไอ้โจรเฒ่าชั่วซิคงอวี้มาให้ได้! แต่อย่างไร เขาเองก็เข้าใจว่าเขายังคงต้องอดทนรอต่อไปก่อน เขาอดทนรอมาได้ตั้งนาน แค่อดทนรอต่อไปอีกซักหน่อยจะเป็นอะไรเล่า?

เนี่ยหลี่มองดูที่ท้องน้อยของต้วนเจี้ยน อักขระบนท้องน้อยนั้นได้แตกสลายไปสิ้นแล้ว เขาจึงรวบรวมร่องรอยพลังวิญญาณที่เหลือด้วยมือทั้งสอง แล้วชี้ไปยังท้องน้อยของต้วนเจี้ยน ด้วยผลของอักขระอีกอันบนท้องน้อย จึงเกิดโซ่สีดำอันใหม่มาล่ามต้วนเจี้ยนเอาไว้

แม้ว่าต้วนเจี้ยนจะถูกมัดไว้อย่างแน่นหนาอีกครั้ง แต่ถ้าหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น เขาก็ยังสามารถพังทลายพันธนาการออกมาได้อย่างง่ายดาย

มันไม่มีข้อข้องใจใดๆแม้แต่น้อยในการพิสูจน์ความจงรักภักดีของต้วนเจี้ยนต่อเนียหลี่ เนี่ยหลี่ได้ลูกสมุนที่มีพร้อมทั้งความดุร้ายและความกล้าเฉกเช่นต้วนเจี้ยน ไม่แปลกเลยที่เนียหลี่จะรู้สึกเปรมปรีดิ์ซะล้นเหลือ นอกเหนือจากความแข็งแรงของร่างกาย ความแข็งแกร่งของต้วนเจี้ยนเองนั้นก็ใกล้เคียงกับผู้เชี่ยวชาญระดับแบล๊กโกลด์ทีเดียว เหตุเพราะสายเลือดมังกรในตัวเขาถูกปลุกขึ้นมาได้เป็นผลสำเร็จ

ระหว่างที่เนียหลี่, ตู่ซือ, ลูเปียวและคนอื่นๆสนทนากัน ต้วนเจี้ยนก็นั่งอยู่ตรงมุมห้องและฝึกฝนตัวเองไปอย่างเงียบๆ

"เนี่ยหลี่, หลังจากดูดซับพลังจากหินศิลาโลหิตไปมากมาย พวกเราก็บรรลุระดับโกลด์เรียบร้อยแล้ว" ตู่ซือพูด ขั้นตอนของการบรรลุด่านมันช่างง่ายดายกว่าที่พวกเขาได้จินตนาการเอาไว้

"ดี, พวกนายจงฝึกฝนต่อและรวบรวมการเพาะบ่มให้แข็งแกร่งขึ้นอีก ข้าจะออกไปด้านนอก เพื่อเดินสังเกตและสำรวจตระกูลปีกสีเงินซะหน่อย เมื่อหินศิลาแห่งแสงอยู่ในมือพวกเรา พวกเราจะชิ่งหนีทันที" เนี่ยหลี่กล่าว ตอนนี้ทุกอย่างได้เตรียมการเอาไว้ครบเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขาก็เหลือแค่รอหินศิลาแห่งแสงจากซิคงอวี้

"ได้เลย" ตู่ซือพยักหน้า

"เนียหลี่, เจ้าต้องการให้ข้าไปกับเจ้าไหม" เซียวหนิงเอ๋อถามขึ้นและมองที่เนียหลี่

"ไม่จำเป็นหรอก, ดีที่สุดของเจ้าคืออยู่ที่นี่ ภายนอกมีคนอยู่เยอะมันดูไม่สะดวก " เนี่ยหลีกล่าวและส่ายหน้า
(คนเยอะ=ไม่สะดวก คนน้อย=?? เด่วๆ..แกจะไปทำอะไรกาน 0.0a)

"ได้ๆ" เซียวหนิงเอ๋อพยักหน้า แม้ว่านางจะกังวลเล็กๆ แต่นางก็เลือกที่จะเชื่อฟังเนียหลี่

ต้วนเจี้ยนมองตามเนี่ยหลี่ที่กำลังเดินออกไป เขาเข้าใจถึงสถานะภาพของเนี่ยหลี่ภายในตระกูลปีกสีเงินในตอนนี้ ตราบใดที่นายท่านของมันอยู่ในอาณาเขตของตระกูลปีกสีเงิน มันก็มิต้องกังวลใดๆว่าเจ้านายมันจะได้รับอันตราย

สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดของตระกูลปีกสีเงินถูกปลูกขึ้นโดยซ่อนเอาไว้ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น, พวกเขายังเลี้ยงวิหคอัสนีเอาไว้มากมาย ทำให้อาณาเขต ถูกป้องกันไว้อย่างแน่นหนามาก แม้ว่าจะมีสัตว์อสูรบินข้ามเขตแดนเข้ามาโจมตี พวกเขาก็ยังสามารถขับไล่พวกสัตว์เหล่านั้นออกไปได้ด้วยห่าฝนลูกเกาทัณฑ์

แต่อย่างหนึ่งที่เห็นได้คือ ตระกูลปีกสีเงินก็ไม่ได้อยู่ได้อย่างสะดวกสบายนัก เนื่องจากอาณาเขตของพวกเขายังคงถูกสัตว์อสูรโจมตีอยู่รายวันอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเนียหลี่เดินดูไปรอบๆอาณาบริเวณของตระกูลปีกสีเงิน ก็รู้สึกได้ว่ามียามรักษาการณ์ระดับโกลด์คอยเดินตามหลังอยู่ไกลๆจำนวนหนึ่ง แม้ว่าเนี่ยหลี่จะไม่ค่อยปลื้มกับมันนัก แต่เขาก็ทำได้แค่ปล่อยๆมันไป ทั้งหมดก็เพราะนี่มันป็นดินแดนของพวกเขานี่หว่า

จากนั้นเนี่ยหลี่จึงค่อยๆเดินตะล่อมๆไปทางเหมืองหินศิลาโลหิต

มันมีทาสที่ถูกล่ามโซ่เอาไว้เดินไปเดินมาเต็มอยู่ทั่วทุกบริเวณ พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าที่ชำรุด และยังคงขุดแร่ดิบของหินศิลาโลหิต ถ้าหากพวกเขาทำงานหรือเคลื่อนไหวช้าลง ก็จะมีทหารยามฟาดแส้เฆี่ยนใส่อย่างอำมหิต

บนยอดของหินศิลานั้นปรากฏบุคคลที่สวมใส่เสื้อเกราะแน่นหนาพอดีตัว
อ่อ..มิใช่ใครนั้นก็คือ ซิคงฮงหยู๋ที่ดูยั่วยวนนั้นเอง นางยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมด้วยแส้ในมือ สายตาเต็มไปด้วยความเยือกเย็น ดูเหมือนนางจะคุ้นเคยกับฉากด้านหน้าของนางนะเนี่ย

ไม่ไกลจากตรงนั้น มีคนหนุ่มรูปร่างสูงเทอะทะสวมใส่เกราะสีทอง ที่มองมาทางซิคงฮงหยู๋บ้างเป็นครั้งคราว

ทันใดนั้น ชายชราดูอ่อนแอคนนึงก็ล้มลงเบื้องหน้าคนหนุ่มร่างสูงผู้นั้น ดูเหมือนว่ากำลังกายของชายแก่ได้หมดลง ใบหน้าของคนหนุ่มร่างสูงก็เกิด
ถมึงตึงขึ้นมาในทันที

"ไอ้สวะ , หน้าที่พื้นๆเพียงแค่นี้ก็ทำไม่ได้!" ชายหนุ่มร่างสูงเหวี่ยงแส้ในมือเขาลงมา มันฟาดลงบนตัวชายแก่อย่างอำมหิต

เพี๊ยยยยย! รอยเลือดปรากฏขึ้นบนร่างชายแก่เป็นแนวยาว เขาร้องเสียงหลงอย่างเจ็บปวดยิ่ง การใช้กำลังมันบังคับให้เขาต้องลุกขึ้น แต่เมื่อเขาจัดแจงปีนขึ้นไปได้เพียงแค่ครึ่งทาง ด้วยพลังกายที่อ่อนแอ เขาก็ร่วงตกลงมาสู่พื้นอีกครั้ง

" ไอ้สวะไร้ประโยชน์!" ชายหนุ่มฟาดแส้ลงมาอีกครั้ง


แปลโดย: IDeaPaeTonG นะแจ๊ะ...

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง