test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

12 มี.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 141 ตระกูลปีกสีเงิน




จอมมารจริงๆแล้วก็ไม่ได้มีความจำเกี่ยวกับถ้อยคำจารึกทั้งสิบเท่าไรนักหลังจากได้ทำลายมัน ไปจากจุดนี้ ทำให้สามารถมองเห็นปณิธานอันแรงกล้าของจักรพรรดิคงหมิงได้จริงๆผู้ที่สามารถจดจำถ้อยคำจารึกทั้งสิบที่เป็นทายาทโดยกำเนิด และเป็นผู้รับมรดกตกทอดมาจากจักรพรรดิคงหมิง




         ศึกระหว่างผู้มีสิทธิรับมรดก จะมีปรากฏผู้ชนะเพียงผู้เดียวเท่านั้นเพียงชั่วครู่เนี่ยหลี่ก็ทำใจให้เย็นลง และใช้ความคิด ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตาม หากว่าเขาไปพบใครในอนาคตเขาจะต้องไม่ให้ใครรู้ว่า เขาล่วงรู้เกี่ยวกับถ้อยคำจารึกทั้งสิบไม่ว่าจะเป็นเอียจืออวิ้น เสี่ยวหนิงเอ๋อเขาก็จะต้องไม่ให้รู้เด็ดขาด ถ้าเอียจืออวิ้น หรือเซี่ยวหนิงเอ๋อ เกิดบังเอิญทำเรื่องนี้รั่วไหลออกไปมันอาจจะนำมาซึ่งภัยพิบัติก็เป็นได้ในตอนนี้เนี่ยหลี่ยังคงไม่แข็งแกร่งเพียงพอ ทำให้เขาไม่สามารถทราบถึงการดำรงอยู่ของผู้สืบทอดอีกสี่คนที่เหลือได้




    เมื่อเนี่ยหลี่ทำการท่องถ้อยคำจารึกทั้งสิบอย่างเงียบๆเขาสามารถสัมผัสได้ถึงขอบเขตของพลังวิญญาณของเขาที่เพี่มขึ้นซึ่งผลลัพธ์นี้เกิดการแตกกิ่งและเติบโตขึ้นภายในของขอบเขตพลังวิญญาณของเขามันเป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์ ที่สามารถเติบโต แตกกิ่งก้านออกไป เหมือนกับว่าพลังวิญญาณของเนี่ยหลี่นั้น ได้แข็งแกร่งขึ้น



      เนี่ยหลี่อาจจะรู้สึกได้ว่า สิ่งเหล่านี้จากที่ถูกซ่อนอยู่ภายในขอบเขตพลังวิญญาณของเขา เมื่อเขาเข้าใจถึงบางส่วนของถ้อยคำจารึกทั้งสิบแล้ว มันทำให้ระดับพลังของเขาเติบโตขึ้นสิ่งที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งนี้คืออะไรกันแน่?ตู่ซื่อ ลู่เปียว และพรรคพวกได้รอเขามาเป็นเวลานานแล้ว เนี่ยหลี่จึงจำเป็นต้องกลับไปในตอนนี้ก่อน



  “เจ้าพบอะไรในการสำรวจอนุสรณ์สถานแห่งนี้บ้าง?” ตู่ซื่อมองมายังเนี่ยหลี่ และถามขึ้น เพราะว่าเขาเห็นเนี่ยหลี่ยืนที่หน้าอนุสรณ์สถานเป็นเวลานานมาก



      “เหมือนว่าข้าจะพบบางอย่าง แต่อย่างไรก็ตาม ข้าไม่สามารถทำการเชื่อมต่อข้อมูลเหล่านี้ได้ พวกเรายังคงต้องตามหาศิลาแห่งแสงกันต่อก่อนดีกว่า” เนี่ยหลี่กล่าว



  “ตกลง” ถึงแม้ว่าตู่ซื่อจะยังมีความสงสัยบางอย่าง แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรเพิ่มเติมอีกกลุ่มของเนี่ยหลี่ยังคงเดินทางต่อไปยังภูเขาที่ห่างไกลออกไป



  เนี่ยหลี่มองไปยังเว่ยหนาน และกล่าวว่า “เว่ยหนานเจ้าผสานรวมร่างกับจิตอสูร และทำการสำรวจพื้นที่บริเวณนี้และถ้าหากว่าเห็นอนุสรณ์สถานอันใดที่คล้ายกับก่อนหน้านี้ให้รีบกลับมาแจ้งข้าก่อนเพื่อความปลอดภัยห้ามเข้าไปสำรวจเพียงลำพังเด็ดขาด”


  เว่ยหนานได้ผสานรวมกับจิตอสูรที่มีการเติบโตระดับพระเจ้าจิตอสูรแห่งสายลมหลังจากที่เขาผสานกับมันร่างกายของเขามีขนาดที่เล็กลง และไม่สามารถทำการสังเกตเห็นได้โดยง่าในขณะเดียวกัน เขาก็จะมีระดับความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นที่แน่นอนว่าสัตว์อสูรระดับธรรมดาไม่มีทางไล่ตามความเร็วของเขาทันแน่นอน


   “ได้ ข้าเข้าใจแล้ว” เว่ยหนานกล่าวพร้อมกับพยักหน้าเขารีบผสานร่างกับจิตอสูรของเขาอย่างรวดเร็วแขนขาของเขาดูแข็งแรงขึ้นยิ่งเวลาเคลื่อนที่ทำให้เขาดูน่าเกรงขามเฉกเช่นสายลมที่พริ้วไหว
เว่ยหนานสำรวจตามพื้นดินแต่ว่าภายในเส้นทางราวๆ หนึ่งพันเมตร ขณะที่พยายามสำรวจสิ่งที่ได้รับมอบหมายแต่ทว่าเขายังไม่พบอะไรเลยพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าทีละน้อยในขณะที่พวกเขาอยู่ที่เชิงเขาได้มีแสงไฟสว่างมาจากอีกด้านหนึ่งของภูเขา ซึ่งใกล้กับที่ที่พวกเขาอยู่มาก


“ข้าจะไปสำรวจสักหน่อย” 



      เนี่ยหลี่กล่าวและทำการผสานร่างกับจิตอสูรเงาพราย ร่างของเขาเมื่อผสานกับจิตอสูรสำเร็จแล้วก็ค่อยๆ จางหายในความมืด จนไม่มีใครมองไม่เห็นเขา  ในความคิดของเนี่ยหลี่หมู่บ้านแห่งนี้มันดูแตกต่างจากหมู่บ้านอื่นๆที่เขาเคยเห็นมาก่อนคือบ้านที่นี่ทั้งหมดจะสร้างอยู่บนยอดของต้นไม้ที่สูงตระหง่าน ซึ่งบางที่ยังดูเหมือนเป็นชานชาลา ที่มีสัตว์อสูรวิหคสายฟ้าขนาดใหญ่เกาะอยู่อย่างเงียบๆ




   บนศีรษะของวิหคสายฟ้านั้นมีสิ่งที่มีลักษณะคล้ายมงกุฎที่ส่องแสงเป็นประกายอยู่ในความมืดแสงที่พวกเขาเห็นแน่นอนว่าคงต้องมาจากวิหคสายฟ้าเหล่านี้เป็นแน่สถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ที่มีประชากรนับหมื่นอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ จากตำแหน่งที่เขายืนดูอยู่ เขาเห็นแสงไฟมากมายในภูเขา มันดูเหมือนมีการทำอะไรบางอย่าง ที่ไม่ใช่เพียงแค่หนึ่งสิ่งมียามรักษาการณ์ที่สวมเกราะหนังบางคนที่กำลังถือหอกยาวอันแหลมคมในมือและยืนประจำอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ไม่ไกลจากตำแหน่งปัจจุบันที่เขาสังเกตการณ์อยู่ มีเสียงเหมือนการขุดเจาะบางอย่างดังมาจากภูเขา ใช่แล้วพวกเขาดูเหมือนกำลังขุดบางสิ่งอยู่


“พวกแก กล้าอู้งานหรือ? 


     อยากตายมากหรือไง!” หนึ่งในยามรักษาการณ์ตะโกนขึ้นมาในภาษาของอาณาจักรพิภพแห่งแมกไม้พร้อมกับฟาดแส้ไปที่เหล่าทาสที่กำลังขุดเจาะอย่างไร้ความปราณีทาสที่กำลังขุดเจาะบางคนไม่สามารถทนต่อความบ้าระห่ำนี้ได้ ก็ล้มลงไปกับพื้น แต่ว่าเหล่ายามรักษาการณ์ก็ไม่มีความปราณี ยังคงฟาดแส้ไปที่พวกเขาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งทาสผู้หนึ่งได้กระอักเลือดออกมาและก็ตายลง ยามรักษาการณ์จึงตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า 


“ลากมันไปทิ้งไกลๆและมาทำจัดการทำความสะอาดคราบเลือดบริเวณนี้ซะ!”



   แร่ที่พวกเขากำลังขุดเจาะกัน คือเป็นแร่ดิบที่ใช้สำหรับนำไปเป็นวัตถุดิบของ คริสตัลสีเลือดนั้นเอง!
แสดงว่าคนพวกนี้จะต้องมีการนำผลึกโลหิตนี้ไปใช้อย่างไม่ต้องสงสัยเลยแม้ว่าผลึกโลหิตเพียงหนึ่งก้อนนั้นในการจะถลุงจะต้องใช้แร่วัตถุดิบไม่ต่ำกว่าร้อยปอนด์ซึ่งก็เป็นเหตุผลอย่างมีนัยสำคัญอยู่แล้วสำหรับการทำเหมืองแร่ผลึกโลหิตนี้แม้ว่าเนี่ยหลี่เองก็ไม่เคยคิดมากก่อนว่าจะมีการทำเหมืองผลึกโลหิตที่นี่



  เมื่อเนี่ยหลี่กำลังเตรียมตัวจะทำการสำรวจต่อไป เขารู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่เจตนาหมายเอาชีวิต เขารีบเตรียมดาบเทพอัสนีดาวตกให้พร้อมใช้งานในมือเขาทันที และหันไปมองยังพื้นหญ้าด้านข้างของเขาเมื่อหญ้าเริ่มขยับ ก็ปรากฎร่างหนึ่งขึ้นมาต่อหน้าเขา



   “เจ้าเป็นใคร?” เด็กหญิงชนเผ่าถามเป็นภาษาของอาณาจักรพิภพแห่งแมกไม้ พร้อมกับจัดเตรียมดาบยาวในท่าพร้อมจู่โจม ปรากฏขึ้นจากหญ้า เธอมองอย่างระมัดระวังไปยังเนี่ยหลี่ ด้วยสายตาที่แฝงด้วยเกลียดชังเนี่ยหลี่หันมองมาที่เธอเธอดูแตกต่างจากมนุษย์ปกติทั่วไปเธอมีปีกคู่สีเงินงอกออกมาที่ด้านหลังของเธอปีกเหล่านี้ไม่ได้มาจากการผสนของจิตอสูรแต่อย่างใดแต่ว่ามันเป็นปีกที่เกิดมาพร้อมกับร่างกายของเธอเธอได้สวมใส่ชุดเกราะสีเงินและมีนัยน์ตาสีเขียวที่เปร่งประกายเป็นแสงสีจางๆ ในความมืด



   เนี่ยหลี่ตระหนักได้ทันทีว่า พวกนี้เป็นคนของตระกูลปีกสีเงินที่มาจากอาณาจักรพิภพแห่งแมกไม้ยุคโบราณบรรพบุรุษรุ่นแรกที่เป็นอาวุโสของตระกูลปีกสีเงินได้ทำการฝังปีกของวิหคสายฟ้าเข้าไปยังร่างกายของเขาและปีกนี้ได้ทำการส่งผ่านทางสายเลือดไปยังลูกหลานสายตรงที่สืบทอดกันมาในตระกูลปีกสีเงินเท่านั้น


     
      เธอดูเหมือนว่าจะเป็นร่างทรงอสูรระดับทอง 5 ดาว เป็นอย่างน้อย



        เนี่ยหลี่ทำการยืนขึ้นในทันที โค้งเล็กน้อย และพูดในภาษาของอาณาจักรพิภพแห่งแมกไม้ว่า “นับว่าเป็นเกียรติแต่ข้ามากที่ได้พบกับท่านข้าเป็นเพียงนักเดินทางที่ผ่านมาเท่านั้นและได้เกิดพลัดหลงมายังที่แห่งนี้ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ท่านโกรธแต่ประการใด ข้าหวังว่าท่านจะเข้าใจเจตนาของข้าด้วย


      
   เมื่อได้ยินเนี่ยหลี่พูดตอบด้วยภาษาของอาณาจักรพิภพแห่งแมกไม้แม้ว่าจะยังมีข้อสงสัยเกิดขึ้นในดวงตาของเด็กหญิง และเธอได้ถามขึ้นมาด้วยท่าทางขึงขังว่า “เจ้าเป็นใคร? และมาจากที่แห่งใด?”



    เนี่ยหลี่คำนวณคร่าวๆ ว่าตระกูลปีกสีเงินนั้นจะต้องย้ายถิ่นฐานมายังที่แห่งนี้ในเวลาระหว่างยุคมืด เพราะว่ายุคของอาณาจักรพิภพแห่งแมกไม้นั้น เป็นยุคเดียวกันกับช่วงเวลาของยุคมืด และจมหายไปจากประวัติศาสตร์พร้อมกับการเกิดขึ้นกองทัพสัตว์อสูรเนี่ยหลี่ฉุกคิดได้อย่างรวดเร็วและกล่าวว่า 


  
  “บรรพบุรุษของข้ามาจากตระกูลสีเงินจรัสแสง หลังจากในยุคมืดได้ผ่านพ้นไปพวกเรายังคงต้องหลบซ่อนตัว และโชคดีที่ยังคงรอดมาได้จนทุกวันนี้ ข้าได้หลงทางมายังอาณาเขตของท่านโดยบังเอิญ”



  “ตระกูลสีเงินจรัสแสงหรือ?” เด็กหญิงจากตระกูลปีกสีเงินตกใจชั่วขณะและแสดงอาการตื่นเต้นเล็กน้อยในยุคของอาณาจักรพิภพแห่งแมกไม้นั้นตระกูลสีเงินจรัสแสงเป็นพันธมิตรกับตระกูลปีกสีเงินทั้งสองตระกูลมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากพวกเขาจำนวนมากที่ได้มีการแต่งงานกันระหว่างทั้งสองตระกูล ดังนั้นจึงทำให้ความสัมพันธ์แนบแน่นขึ้นไปอีก


  เด็กหญิงจากตระกูลปีกสีเงินครุ่นคิดสักครู่ และกล่าวว่า 


  “นับแต่แต่บรรพบุรุษข้าย้ายถิ่นฐานมายังสถานที่แห่งนี้พวกข้าไม่ได้มีการติดต่อกับโลกภายนอก และพวกข้าก็ไม่สามารถกลับไปยังแผ่นดินใหญ่ตามเดิมได้ จึงต้องอาศัยอยู่ในโลกมืดนี่เท่านั้น แต่ข้าก็ต้อนรับการมายังสถานที่แห่งนี้ของเจ้า ข้าจะรีบแจ้งให้ท่านพ่อทราบทันที เอาละ ตามข้ามาเลย!”
เนี่ยหลี่ครุ่นคิดสักครู่และพยักหน้าพร้อมกล่าวว่า 


“ได้ครับ”



     เนี่ยหลี่เดินติดตามหลังเด็กหญิงเข้าไปยังด้านในเด็กหญิงมองมายังเนี่ยหลี่ และดึงเขาขึ้นมา พร้อมกับกล่าวว่า “ข้าชื่อ หงยู่ แล้วเจ้าชื่ออะไร”



  “ข้าชื่อหลิวจื้อ” 



        เนี่ยหลี่ตอบเด็กหญิงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เธอยังมีความสงสัยเกี่ยวกับตัวตนของเนี่ยหลี่ แต่เมื่อเธอได้ยินแซ่ของเขาทำให้เธอปราศจากข้อสงสัยอีกต่อไปตระกูลสีเงินจรัสแสงนั้นจะมีการใช้แซ่หลิวในช่วงระหว่างยุคมืดเป็นเวลานานความรุ่งโรจน์ของตระกูลสีเงินจรัสแสงก็หมดไปอย่างดีที่สุดก็อาจจะเหลือเพียงตระกูลสาขาเพียงแค่หนึ่งหรือสองตระกูลเท่านั้นที่ยังคงรอดมาได้ 



     อย่างไรก็ตามในเวลานี้มีคนจำนวนไม่มากที่ยังจำได้ว่าแซ่หลิวนั้นยังเป็นแซ่ของตระกูลสีเงินจรัสแสง


“ท่านหญิงหงยู่ ข้าอยากจะสอบถามสักเล็กน้อย ข้าได้ยินมาว่าท่านมาจากตระกูลปีกสีเงินใช่หรือไม่” เนี่ยหลี่พยายามสอบถามด้วยความระมัดระวัง


“ใช่” หงยู่พยักหน้า


   “จริงๆ แล้วตระกูลปีกสีเงินต้องใช้แซ่ ซิคง ไม่ใช่หรือ? เนี่ยหลี่ถามย้ำอีกครั้ง



  “ถูกต้อง ชื่อเต็มข้าคือ ซิคง หงยู่” หงยู่กล่าวพร้อมกับพยักหน้า ความสงสัยของเธอต่อเนี่ยหลี่ได้หายไปหมดแล้ว เห็นได้ชัดว่าเนี่ยหลี่นั้นรู้จักตระกลูปีกสีเงินเป็นอย่างดีซิคง หงยู่ สวมเกราะสีเงิน ร่างกายของเธอนั้นมีออร่าเปล่งประกายออกมา และดูแข็งแรงมีขาที่ยาวดูเต็มไปด้วยพลังเนี่ยหลี่มีความรู้สึกว่า เเม้ว่าเธอจะยังเป็นเพียงเด็กหญิงแต่ว่า พลังทางกายภาพของเธอนั้นมีประสิทธิภาพมาก



      “โชคดีมากสถานที่ที่เจ้ามานั้นเป็นดินแดนของตระกูลปีกสีเงินในการยึดครองภูเขาลูกนี้นั้นมีตระกูลทั้งหมดสิบสามตระกูลตระกูลเหล่านี้ล้วนมาจากช่วงยุคมืดพวกเขาต่างมาจากอาณาจักรที่ถูกทำลาย มีตระกูลที่ห้าที่เป็นศัตรูกับตระกูลปีกสีเงินของพวกข้า ถ้าพวกมันทราบว่าเจ้ามาจากตระกูลสีเงินจรัสแสง เจ้ามีหวังได้ตายแน่ๆ” ซิคง หงยู่กล่าวก่อนที่จะกระโดดเข้าไปในป่า



      “เรื่องมันเป็นแบบนี้นี่เอง” เนี่ยหลี่กล่าว พร้อมพยักหน้าเขาไม่เคยคิดว่าจะมีผู้รอดชีวิตมากมายจากยุคมืดมาก่อนแต่หากว่าเนี่ยหลี่ต้องหลงเข้าไปในดินแดนเขตอื่น เขาก็จะยังคงใช้วิธีการเอาตัวรอดแบบเนียนๆ ได้เช่นเดียวกันกับที่ใช้อยู่ตอนนี้
หลังจากเวลาผ่านไปชั่วครู่ก็มาถึงพระราชวังอันงดงามที่ชวนดึดดูดสายตาแก่เนี่ยหลี่พระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยใช้ต้นไม้ขนาดใหญ่หลายต้น 



   กำแพงพระราชวังสูงถึงหลายสิบเมตร โครงสร้างสูงตระหง่านสร้างความรู้สึกกดดันมหาศาลแก่ผู้มาเยือนยิ่งนักเนี่ยหลี่เดินตามหลังของ ซิคง หงยู่ และตามเข้าพระราชวังไปหลังจากผ่านทางเดินมากมาย พวกเขาก็เข้าไปถึงส่วนที่เป็นห้องโถงขนาดใหญ่โตกว้างขวางแห่งหนึ่ง


ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! ท่านพ่อ!



    เสียงเรียกที่ฟังระรื่นหู แต่บาดเข้าไปในหัวใจ ดังขึ้นหลังจากที่เข้ามาถึงห้องโถงสิ่งแรกที่เนี่ยหลี่เห็นก็คือ โครงสร้างของรูปปั้นขนาดใหญ่สองชิ้นหนึ่งในโครงสร้างของรูปปั้นนั้นมีเด็กที่ท่าทางแข็งแรงกำลังพยายามตกแต่งอยู่ร่างของเขาเต็มไปด้วยรอยเลือด ซึ่งสามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นรอยที่เกิดจากการโดยแส้ฟาดไปยังผิวหนังของเขา ตามร่างกายของเขาไม่มีส่วนใดเลยที่จะไม่มีร่องรอยการโดนทรมานเช่นนี้



   เด็กคนนี้ก็มีปีกคู่หนึ่งที่กลางหลังของเขา อย่างไรก็ตามปีกคู่นั้นเป็นสีทองคำนิลต่างจากสมาชิกคนอื่นๆ ของตระกูลปีกสีเงินยามรักษาการณ์ทั้งสองคนที่สวมเกราะหนังยังคงฟาดแส้ของพวกเขาอย่างต่อเนื่องแม้ว่าเด็กคนนั้นจะเจ็บปวดเพียงใด เขายังคงพยายามซ่อนความเจ็บปวดนี้ไม่ให้แสดงออกมาทางใบหน้า และได้แต่กัดฟัน และก้มหน้าทำงานต่อไป แม้ว่าสายตาเขาจะยังคงแฝงด้วยความต่อต้านอยู่ก็ตามเนี่ยหลี่มองมาทาง ซิคง หงยู่ และได้พยายามสอบถามว่า “ท่านหญิงหงยู่ เขาเป็น...?”





    “ฮืม ก็แค่พวกลูกครึ่งไร้ราคาเท่านั้น” 



    ซิคง หงยู่ บ่นออกมา “แม่ของมันเป็นคนของตระกูลปีกสีเงิน แต่ว่าดันไปมีความสัมพันธ์กับศัตรู ของเรา ตระกูลมังกรดำ และให้กำเนิดมันมา ภายหลังเรื่องนี้ได้ถูกเปิดเผยออกมา ดังนั้นพ่อแม่ของเจ้านี่ จึงโดนพวกข้า ตามล่า และตัดสินประหาร เหลือไว้เพียงมันที่เป็นสายเลือดลูกครึ่ง 

แปลโดย Thi0202



เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง