test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

7 มี.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 136 อสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬ


          เซี่ยวซุ่ยรีบหาเรื่องคุยกับเซี่ยวหนิงเอ๋ออย่างรวดเร็ว
          
         เมื่อครู่ เนี่ยลี่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงข่ายอาคมโบราณนี้
          
          ด้านข้างของข่ายอาคมโบราณนี้ มีเสาอยู่ถึงสิบหกที่ และทุกที่มีความสูงอยู่ราวหกเมตร ทุกเสาล้วนจารึกไว้ด้วยจารึกที่ลึกลับ ระหว่างรูปแบบของจารึกนั้นดูเหมือนว่ามันได้ถูกจัดเรียงเพื่อเชื่อมโยงไปถึงอะไรบางอย่าง
          
           ในสมัยก่อนนั้นมีรูปแบบจารึกนับหมื่นถูกสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ทุกผู้คนต่างรู้ว่าจารึกแต่ละรูปแบบนั้นต่างก็มีพลังเฉพาะเป็นของตนเอง เมื่อรูปแบบจารึกอยู่รวมกันมันอาจเผยถึงบางสิ่งที่ไม่อาจจินตนาการได้
          
            ขอบเขตความรู้ของเนี่ยลี่เรื่องจารึกพวกนี้ค่อนข้างคลุมเครือเป็นอย่างมาก เนื่องจากเพราะรูปแบบของข่ายอาคมโบราณหนึ่งแบบนั้นมีปริมาณข้อมูลที่มากมายมหาศาล อย่างไรก็ตามเมื่อชาติก่อนท่านเอียมัวได้แก้ปัญหาเกี่ยวกับข่ายอาคมโบราณนี้ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะเนี่ยลี่เข้าใจรูปแบบจารึก เขาก็ไม่มีทางที่แก้ปัญหาข่ายคมโบราณนี้ได้
          
          เนี่ยลี่เดินไปยังเสาต้นหนึ่ง เขาค่อยๆ สัมผัสรูปแบบจารึกด้วยมือขวาและนิ่งอยู่เช่นนั้นชั่วครู่ตรงจุดที่จารึกนูนออกมา เขาได้ถ่ายเทพลังวิญญาณลงไปเพียงเล็กน้อย
          
        ทันใดนั้นจารึกนั่นก็ได้แตกออกและปรากฏประกายแสงขึ้น
          
         ที่นี่เอง!
          
       เนี่ยลี่ตื่นเต้นเล็กน้อย เขาได้พบหนึ่งในสิบหกรูปแบบจารึกเพื่อที่จะแก้ปัญหาม่านพลัง
          
       แสงบนรอยจารึกค่อย ๆ มารวมตัวกัน ณ จุด จุดหนึ่ง และได้ยิงออกไปที่ม่านพลัง
          
ม่านพลังมีการสั่นสะท้านเล็กน้อย
          
"เกิดอะไรขึ้น!"
          
          ทุกคนต่างตกใจพอควรเมื่อเห็นว่ามีแสงเปล่งออกมาจากรอยจารึก พวกเขาหันไปมองเนี่ยลี่ทันที
          
          พวกเขาต่างคาดหวังว่าเนี่ยลี่นั้นจะสามารถเปิดผนึกม่านพลังนี้ได้ พวกเขาโตมากับเมืองกลอรี่แห่งนี้ ผู้คนมากมายต่างเคยมาที่นี่ แต่ว่าไม่เคยมีใครฝ่าม่านพลังเข้าไปดูด้านในได้มาก่อน
          
         เนี่ยลี่ยกยิ้มแล้วถอนมือของเขาออก จากนั้นก็เคลื่อนตัวไปยังเสาแท่งที่สอง
          
       รูปแบบจารึกที่สองได้ถูกพบโดยเนี่ยลี่
          
       จากนั้นรูปแบบจารึกที่สอง ที่สาม ที่สี่ และที่ห้าเองก็ถูกค้นพบ
          
       รูปแบบจารึกแต่ละอันล้วนสว่างขึ้นหลังจากที่ปล่อยลำแสงไปกระทบม่านพลัง และเมื่อลำแสงสุดท้ายตกกระทบที่ม่านพลัง มันได้เกิดประกายแสงลึกลับส่องสว่างขึ้นราวกับหมู่ดาราอันไม่รู้จบ
          
       "มา พวกเราจะเข้าไปข้างใน" เนี่ยลี่เอ่ยเรียกเพื่อน ๆ
          
      ขณะที่เขาพูดอยู่ ม่านพลังก็ค่อยๆ จางหายไป
          
      เนี่ยลี่เดินฝ่าม่านพลังเข้าไปเป็นคนแรก โดยมีเซี่ยวหนิงเอ๋อ ลู่เพยว ตู่ซื่อและคนอื่นๆ ตามติดเข้าไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งหมดแปดคนได้ผ่านเข้าไปยังด้านในม่านพลัง
          
      ครู่ต่อมา ม่านพลังได้ฟื้นตัวและเกิดแสงปกคลุมขึ้นอีกครั้ง
          
        นี่มันเหมือนกับว่าพวกเขาได้เข้ามาสู่พื้นที่ว่างเปล่าอันไร้จุดจบ
          
วูบ! วูบ! วูบ!
          
         ประกายแสงได้ปรากฏรอบตัวพวกเขาเมื่อเข้าสู่ใจกลางของข่ายอาคมโบราณ ดูเหมือนว่าใจกลางแห่งนี้จะเป็นข่ายอาคมเคลื่อนย้าย ตอนนี้รอบด้านปรากฏเสาหินและเสาแกะสลักรูปแบบจารึกลึกลับ
          
         สายฝนอันเยือกเย็นต่างพร่างพรายลงสู่พื้น ด้านหน้าของพวกเขาปรากฏป่ามืดทึบที่ดูไร้ที่สิ้นสุด ภูเขาที่อยู่ห่างออกไปแทบจะมองเห็นได้อย่างเลือนลาง ด้านบนก็เป็นท้องฟ้าที่ดูไร้จุดจบ
          
   มีเสียงของสัตว์อสูรเบาบางอยู่ในระยะไกลออกไป
          
      "พวกเราอยู่ที่ไหนกัน?" ลู่เพยวและคนอื่นๆตกใจเอ่ยถามออกมา เมื่อครู่พวกเขายังอยู่ในเมืองกลอรี่ ทำไมพวกเขาถึงมายังสถานที่แห่งนี้ได้ในชั่วพริบตา
          
          พวกเขาไม่เคยนึกฝันเลยว่าจะมีสถานที่เปรียบดั่งโลกลึกลับอยู่ด้านในม่านพลัง
          
            "ที่นี่ดูคล้ายคลึงกับเขตแดนสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ ที่นี่น่าจะถูกสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญระดับสูงมาก" เนี่ยลี่ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วได้ตอบออกมา
          
             มองสำรวจไปที่หินอาคม เขารู้สึกได้ว่ามันช่างมัวหมองและไม่มีแม้ประกายใด ๆ มีหินหลายอันที่ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างอยู่ข้างใน แต่พอสำรวจดูก็พบว่ามันว่างเปล่า
          
            พวกนี้น่าจะเป็นหินแห่งแสง พวกเขาได้ออกค้นหาหินแห่งแสงและพยายามวางมันกลับที่เดิมตามลำดับเพื่อที่จะได้ส่งพวกเขากลับ
          
กี้ กี้
          
         ทันใดนั้นได้ปรากฏลิงตัวหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไป มันไม่มีขนบนตัวซักเส้น ผิวก็เป็นสีแดง พร้อมด้วยหูที่มีลักษณะแหลม มแขนที่สั้นแต่กรงเล็บเรียวยาว ดวงตาของมันปูดโปนออกมาเหมือนอัญมณีสีน้ำเงินที่เปล่งแสงออกมาอย่างเลือนราง
          
เจ้าลิงนั่นมองไปยังเนี่ยหลีและตะโกนว่า "กี้ กี้!"
          
    จากนั้นชั่วครู่ก็ปรากฏลิงลักษณะเดียวกันออกมาเพิ่มอีกหลายตัวจ้องมองไปพวกเนี่ยลี่
          
เห็นดังนี้ แทบทันทีทันใดเนี่ยลี่รู้สึกยุ่งยากขึ้นมาทันใด "พวกนี้มันคือภูตโลหิต พวกเราหนีเร็ว"
          
"อะไรคือภูตโลหิต?"
          
        ทุกคนถึงกับมึนงงชั่วครู่ อย่างไรก็ตามพวกเขาเห็นเนี่ยหลีกระวนกระวายก็แทบจะทราบได้ทันทีว่าเป็นต้องอันตรายต่อพวกเขาเป็นแน่
          
 วูบ, วูบ, วูบ! ทุกคนต่างตามติดด้านหลังเนี่ยหลี
          
"กูจิ กูจิ!" พวกภูตโลหิตแทบคลั่ง พวกมันตะโกนอย่างบ้าคลั่งและตามล่ากลุ่มของเนี่ยลี่
          
         ภูตโลหิตมีระดับเพียงแค่ิลเวอร์ มันได้ชื่อนี้มาเพราะรูปล่างอันอัปลักษณ์ของมัน คาดว่าภูตโลหิตมีระดับเพียงแค่ระดับซิลเวอร์หนึ่งดาว สิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกับภูตโลหิตนั้นมักอยู่อาศัยด้วยกันเป็นจำนวนมาก ภูตโลหิตตัวก่อนหน้าได้เรียกพวกของมันมาเพิ่ม ถ้าพวกเนี่ยลี่ก้าวช้าไปเพียงก้าวเดียวพวกเขาคงถูกล้อมด้วยฝูงภูตโลหิตนับร้อยหรือนับพันเป็นแน่ ซึ่งนั่นเป็นอะไรที่พวกเขาไม่อาจต่อกรได้
          
"กุจิ๊ กุจิ๊" จากนั้นเหล่าภูตโลหิตก็กระโจนออกมาจากพงหญ้าเพื่อตามล่ากลุ่มเนี่ยหลี
          
         เนี่ยลี่คำรามในลำคอพร้อมผสานร่างกับจิตภูตอสูรเงา มือทั้งสองข้างเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปเป็นเคียวกระดูกที่แหลมคม
          
ทันใดนั้นเองก็เกิดบ่อโลหิตรอบบริเวณ
          
        ภูตโลหิตสองตัวถูกกำจัดโดยเนี่ยลี่
          
     เมื่อคนอื่นเริ่มที่จะพยายามผสานร่างเข้ากับจิตอสูร เนี่ยลี่ได้ตะโกนลั่น "อย่าเพิ่งรวมร่าง วิ่งต่อไป! ให้ข้าจัดการพวกที่เหลือเอง!"
          
      ถ้าคนอื่นๆ ผสานร่างเข้ากับจิตอสูร พวกเขาจะต้องถูกเห็นโดยง่ายและดึงดูดพวกภูตโลหิตมาที่นี่เพิ่มอีกแน่ เพียงแค่เนี่ยลี่คนเดียวที่รวมร่างกับจิตภูตอสูรเงา
          
           ทุกคนต่างเชื่อมั่นในตัวเนี่ยลี่ เมื่อพวกเขาได้ฟังดังนั้นจึงยุติการรวมร่างและออกวิ่งต่อ
          
ครี๊ก ครี๊ก
          
       เสียงกรีดร้องที่ดูต่างออกไปเข้ามาใกล้พวกภูตโลหิตที่โดนสังหารโดยเนี่ยลี่ เคียวกระดูกของเนี่ยลี่นั้นเสมือนมีดหั่นเนื้อ ในยามที่เขาลงมือสังหารภูตโลหิตนั้น การเคลื่อนไหวของเขาพริ้วไหวดั่งสายน้ำ และทุกครั้งที่โจมตีก็สามารถสังหารได้ในดาบเดียว
          
       ความเร็วในการลงมือสังหารอันน่าหวาดหวั่นนี้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่พวกตูซื่อ ลู่เพยวและคนอื่นๆ
          
         ภูตโลหิตพวกนี้มีระดับซิลเวอร์หนึ่งดาว พวกมันยังไม่ทันทำอะไรก็ถูกเนี่ยลี่สังหารไปเรียบร้อยแล้ว
          
         ณ ที่นี้ถึงแม้ว่าระดับซิลเวอร์ห้าดาวอย่างตู่ซื่อ ลู่เพยวและคนอื่นต่างก็ตระหนักได้ดีว่าหากต่อสู้จริงๆ พวกเขานั้นล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเนี่ยลี่ ต่อให้พวกเขาใช้แผนรวมกลุ่มกันสู้ก็ตาม
          
         ในขณะที่กลุ่มเคลื่อนที่ไปด้านหน้า พวกภูตโลหิตก็พยายามที่จะตามล่าและคำรามอย่างต่อเนื่อง พวกมันมีพวกมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และพยายามโจมตีกลุ่มของเนี่ยลี่อย่างต่อเนื่อง แต่ว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเคียวกระดูกของเนี่ยลี่ พวกภูตโลหิตก็ได้แค่พยายามที่จะโจมตีและพบจุดจบ
          
         "เนี่ยลี่ ทำยังไงดีล่ะ พวกภูตโลหิตดูเหมือนจะมากันไม่หยุดเลย" ตู่ซื่อถาม
          
          คิ้วของเนี่ยลี่ขมวดแน่น ถ้าพวกเขายังคงวิ่งต่อไปคงต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้แบบไม่สิ้นสุดแน่ แม้ว่าพวกเขานั้นจะแข็งแกร่งกว่า แต่เมื่อต้องพบกับกองทัพมหาศาลขนาดนี้มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะกำจัดพวกมันทั้งหมด
          
"เนี่ยลี่ ดูนั่น! แสงนั่น" ลู่เพยวพูดอย่างแตกตื่น
          
        ในที่ราบห่างออกไป มีดวงไฟขยับไปมาตามแรงลม แม้ว่าละอองฝนจะทำให้มันดูพร่ามัวไปบ้าง แต่แสงพวกนั้นไม่ได้มอดดับ
          
"มีบางคนอาศัยอยู่ที่นี่?" เซี่ยวหนิงเอ๋อสับสนพร้อมขมวดคิ้ว
          
        เนี่ยลี่ก็รู้สึกสับสนเล็กน้อยเช่นกัน จะมีคนอาศัยอยู่ในที่แบบนี้? แต่ถ้าไม่แล้วแสงพวกนั้นมันอะไรกันล่ะ?
          
    ทันใดนั้นเขาก็นึกออก เนี่ยลี่เข้าใจในทันทีว่ามันคืออะไรและพูดอย่างตื่นตระหนก "มันคืออสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬ!"
          
"อะไรคืออสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬ?"
          

        "อสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าพรั่นพรึง ที่หน้าผากของพวกมันมีโคมไฟแขวนอยู่เพื่อส่องสว่างล่อเหยื่อให้มาติดกับ เมื่อเหยื่อเข้าใกล้เพียงพอมันก็จะตะครุบเหยื่อเข้าปากและกลืนกินอย่างโหดเหี้ยม" เนี่ยลี่กล่าว "ฟันของมันแหลมคมจนสามารถเคี้ยวหินให้แหลกได้ง่ายๆ มันเป็นสัตว์อสูรระดับโกลด์"
          
         ได้ฟังเนี่ยลี่อธิบาย ตู่ซื่อ ลู่เพยวและคนอื่นต่างก็หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าไฟนั่นจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวขนาดนั้น ถ้าพวกเขาขาดความระมัดระวังกว่านี้คงพบจุดจบอันน่าอนาถไปแล้ว สถานที่นี้มันบ้าอะไรกัน ทุกย่างก้าวนี่มันเดิมพันด้วยชีวิตชัดๆ!
          
        เนี่ยลี่ยังคงวิ่งต่อไป จำนวนของภูตโลหิตที่ตามไล่ล่าจากหลายพันก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปตามเวลาที่ผ่านไป
          
        ถ้ายังเป็นแบบนี้ต้องแย่แน่ๆ เมื่อพวกเขาไม่อาจวิ่งต่อไปได้และต้องเผชิญหน้า เวลานั้นคือจุดจบพวกของเขา
          
         "ข้ามีความคิดอย่างหนึ่ง พวกเราจะวิ่งตรงเข้าหาอสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬ" เนี่ยลี่กล่าวอย่างเคร่งขรึม
          
          "เมื่อกี้เจ้าไม่ได้พูดว่ามันเป็นสัตว์อสูรที่น่ากลัวหรอกเหรอ?"
          
          "แม้ว่ามันจะเป็นสัตว์อสูรที่น่ากลัว แต่ว่าอสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬเคลื่อนไหวได้เชื่องช้า มันจะอันตรายถ้าเราเข้าใกล้มัน ในโลกนี้ผู้อ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง ที่นี่มีภูตโลหิตจำนวนมาก ถ้ามีพวกอสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬอาศัยอยู่จริงก็ง่ายแล้ว พวกอสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬจะเปรียบเสมือนฝันร้ายของภูตโลหิตแน่นอน"
          
        "ตกลง พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ถ้าพวกเราวิ่งต่อไปแบบนี้ก็ต้องถูกตามล่าจนกว่าจะตายโดยพวกภูตโลหิตแน่นอน" ตู่ซื่อพยักหน้าอย่างเข้าใจ
          
        ทั้งกลุ่มวิ่งโดยตรงไปยังที่อยู่ของพวกอสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬ
          
          ระยะมองเห็นของดวงไฟใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พวกเขาห่างจากมันเพียงแค่ระยะร้อยเมตร ณ ตอนนี้มองเห็นแค่มันเป็นเพียงดวงไฟธรรมดาที่ลอยอยู่ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น
          
    "ระวังตัวด้วย อสูรยักษ์ดวงไฟทมิฬมันซ่อนตัวอยู่ในความมืด กลั้นลมหายใจไว้"
          
ทุกคนต่างรีบกลั้นลมหายใจและค่อยย่างก้าวออกไป
          กี้! กี้!
          
 ภูตโลหิตกรีดร้องและมุ่งมายังกลุ่มของเนี่ยลี่
          
     ทันใดนั้นพลันปรากฏลิ้นสีแดงทะยานออกมาในความมืด ลิ้นพวกนั้นล้อมภูตโลหิตที่กรีดร้องออกมาพร้อมดึงลิ้นกลับกลืนหายเข้าไปในความมืดมิด
          
กี้! กี้!
          ภูตโลหิตที่ตามหลังมาต่างหวาดกลัวและวิ่งหนีแตกกระเจิง ทันใดนั้นเอง ณ สถานที่แห่งนี้ก็เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้อง

จบตอน

 แปลโดย Esthe


เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง