test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

7 มี.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 135 ข่ายอาคมจิตวิญญาณหมื่นปี



    เมื่อตกเป็นเป้าสายตา เซี่ยวซุ่ยก็เกิดอาการอายขึ้นมา นางลดมือลงจากการเท้าเอว ใบหน้าของนางแสดงออกถึงอาการเขินอายอย่างเห็นได้ชัด ด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนี้ถึงกับทำให้คนอื่นๆ ตกตะลึง
          
  "ยินได้ที่ได้รู้จัก ข้าคือคู่หมั้นของลู่เพยว ตัวข้านั้นมีชื่อว่าเซี่ยวซุ่ย"
          

   ถ้าไม่ได้พบเห็นท่าทีก่อนหน้าของเซี่ยวซุ่ย เนี่ยลี่ เซี่ยวหนิงเอ๋อ ตู่ซื่อและคนอื่นคงต้องเชื่อเป็นอย่างแน่นอนว่านางนั้นเป็นหญิงสาวที่อ่อนโยนและงดงาม
          
    "แค่ก แค่ก"
          
   เนี่ยลี่กระแอมเล็กน้อยต่อท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของนาง
          
  เซี่ยวหนิงเอ๋อ ลู่เพยวและคนอื่นๆ ต่างก็มองหน้ากัน
          
       เซี่ยวซุ่ยได้ยกริมฝีปากขึ้น เผยรอยยิ้มอันน่ารักและเดินไปอยู่เคียงข้างลู่เพยว นางคล้องแขนลู่เพยวไว้และกล่าวว่า "ขอบคุณมากนะที่ดูแลลู่เพยว ข้าหวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะยังคงดูแลเขาเหมือนที่เคยเป็นนะ"
          
"แน่นอน แน่นอน" ตู่ซื่อและคนอื่นๆต่างก็รีบพยักหน้าตอบรับ
          

       ในขณะนี้เองลู่เพยวถึงมองอย่างตื่นตะลึงไปยังเซี่ยวซุ่ย ในคราแรกเขาคิดว่าเซี่ยวซุ่ยมาเพื่อที่จะทำร้ายเขา เขานั้นไม่เคยคาดคิดเลยว่าเซี่ยวซุ่ยจะอ่อนโยนกะทันหันเช่นนี้ นี่มันเปรียบเสมือนพลิกฟ้ามาเป็นเหวชัดๆ
          

          เซี่ยวซุ่ยจ้องมองด้วยสายตาน่ากลัวไปยังลู่เพยว เสียงของนางเบามากแต่ก็หนักแน่นพอที่จะได้ยิน "เพราะตอนนี้เพื่อนของเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าถึงได้ยอมผ่อนปรนให้หรอกนะ ไว้ข้าจะคิดบัญชีหลังจากพวกเรากลับไปแล้ว" 

   
   หลังจากนั้นนางก็เปลี่ยนกลับไปมีท่าทีน่ารักอีกครั้งพร้อมหันไปพูดกับพวกเนี่ยลี่ว่า "ขออภัยแทนลู่เพยวด้วย เขาคงมักจะก่อปัญหาให้พวกเจ้าบ่อยๆสินะ"
          
   "ใช่" ตู่ซื่อพยักหน้าตอบรับอย่างจริงจัง
          
    'อะไรทำให้เจ้าตอบนางไปแบบนั้น? เมื่อไหร่กันที่ข้าสร้างปัญหาให้พวกเจ้า?' ลู่เพรียวถึงกับแทบจะกระอักเลือด
          
        เซี่ยวซุ่ยถึงกับชะงัก ประโยคครึ่งหลังนั้นนางเพียงแค่พูดไปตามมารยาทเท่านั้น นางไม่คาดคิดเลยว่าตู่ซื่อจะพยักหน้ารับ นางมองไปยังลู่เพยวโดยสื่อสารทางสายตาได้ความว่า 'แม้แต่เพื่อนเจ้าก็ไม่ไว้ใจเจ้างั้นรึ?'
          
       ภายในใจของตู่ซื่อนั้นแทบจะขำกลิ้ง แต่ก็ดีที่เขาหยุดตัวเองไม่ให้หัวเราะออกมาได้
          
      สายตาจากเซี่ยวซุ่ยถึงกับทำให้ลู่เพยวเสียวสันหลัง 'ตู่ซื่อนี่สร้างปัญหาให้ข้าจริงๆ เจ้านั่นทำแบบนี้ต้องมีอะไรอยู่ลึกๆแน่! เรื่องนี้ฝากไว้ก่อนเถอะ เจ้าจะต้องชดใช้ในภายหน้าแน่นอน'
          
        การมาของเซี่ยวซุ่ยทำให้ทุกคนตกใจเล็กน้อย พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าลู่เพยวจะมีผู้หญิงเป็นตัวเป็นตน นอกจากนี้นางยังน่ารักอีกด้วย ถึงจะน่ากลัวอยู่บ้างก็ตามที
          
       เมื่อมองดูคู่นี้ทะเลาะกัน พวกเขาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เนี่ยลี่หัวเราะเบาๆ จึงเอ่ยออกมา "ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่เข้าสู่กลุ่มของเรา เอาละ ได้เวลาไปกันแล้ว"
          
       "ไปที่ไหนเหรอ?" เซี่ยวซุ่ยถามออกไปอย่างมึนงง
          
         "ตามเรามาแล้วเจ้าจะรู้เอง" เนี่ยลี่ยกยิ้มอย่างลึกลับ และเดินตรงไปยังข่ายอาคมโบราณ
          
        เมื่อกลุ่มนี้เข้าไปในข่ายอาคมโบราณ เซี่ยวซุ่ยจึงควงแขนลู่เพยวแล้วเดินตามเข้าไป
          
     ลู่เพยวรู้สึกถึงบางอย่างที่นุ่มนิ่มได้จากสัมผัสที่แขนของเขา เขารู้สึกดีกับมันอยู่นิดหน่อย เขาต้องแกล้งทำตัวเป็นคนจริงจังและมุ่งมั่นในระหว่างที่เขาตกอยู่ภายใต้การคุกคามของเซี่ยวซุ่ย นั่นทำให้ท่าเดินของเขาดูเก้ๆกังๆ นี่มันคือความสุขบนความอันตรายชัดๆ
          
      ในขณะที่พวกเขาเดินเข้าไปยังข่ายอาคมโบราณ ทุกคนต่างก็รู้สึกได้ถึงการบิดเบือนของพื้นที่
          
       เนียลี่ถึงกับตกใจเล็กน้อย แต่ก็เก็บซ่อนความรู้สึกไว้ได้ 'ข่ายอาคมจิตวิญญาณหมื่นปี ข้าไม่เคยคิดเลยว่าในประวัติศาสตร์อันยาวนานของพวกเราจะมีใครบางคนที่มีความสามารถพอที่จะครอบครองข่ายอาคมลึกลับนี้ได้'
          
      ในชีวิตที่แล้ว เนี่ยลี่ได้พบรายละเอียดอันคลุมเครือของข่ายอาคมจิตวิญญาณหมื่นปี
          
         เวลาและความว่างเปล่ามันเป็นความลึกลับทางธรรมชาติของโลกนี้ สิ่งมีชีวิตที่สามารถเข้าใจทั้งเวลาและความว่างเปล่าได้นั้นมีน้อยยิ่งนัก นอกจากนี้ยังมีเรื่องลึกลับทางธรรมชาติมากมายที่ไม่ได้รับสืบทอดความรู้ต่อกันมา
          
          ในขณะที่เนี่ยลี่ก้าวเข้าสู่ข่ายอาคมจิตวิญญาณหมื่นปี เขาสัมผัสได้เล็กน้อยถึงเศษหน้าหนังสือจิตอสูรท่องเวลาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ มันปรากฏเสียงดัง 'หึ่ง หึ่ง' แล้วก็บังเกิดแสงสว่างขึ้น คลื่นพลังงานลึกลับหมุนวนเวียอยู่โดยรอบของเศษหน้าหนังสือนั่น
          
         มันเหมือนเกิดบางอย่างที่สะท้อนกับข่ายอาคมจิตวิญญาณหมื่นปี
          
        เนี่ยลี่ถึงกับตื่นเต้น ไม่ว่าจะชีวิตก่อนหน้านี้หรือชีวิตนี้โชคชะตาก็นำพาเขามาข้องเกี่ยวกับหนังสือจิตอสูรท่องเวลา แม้ว่าเขาจะใกล้ชิดกับมันแต่เนี่ยลี่เองก็มีความเข้าใจกับตำราจิตอสูรท่องเวลาเพียงน้อยนิดเท่านั้น มันยังคงเป็นปริศนาจนถึงตอนนี้
          
        บางทีข่ายอาคมจิตวิญญาณหมื่นปีอาจเป็นกุญแจที่นำไปสู่ชิ้นส่วนของตำราจิตอสูรท่องเวลา
          
           เมื่อเนี่ยลี่มุ่งหน้าไป เขาสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนของม่านพลังอันเกรี้ยวกราดด้านหน้า ในที่สุดเขาก็มาถึงรอยต่อของม่านพลัง พื้นผิวของม่านพลังนั้นดูนุ่มนวลเปรียบเสมือนผ้าไหมชั้นดี เมื่อเนี่ยลี่ยื่นแขนออกไปทดสอบก็ถูกสะท้อนออกมาโดยม่านพลัง
          
          ลู่เพยวพึมพำว่า "มันเป็นชั้นของม่านพลัง ข้าจำได้เมื่อตอนที่ยังเด็ก ข้ามาที่นี่เพื่อที่จะพยายามทำลายม่านพลัง ขาใช้ขวานจามเข้าใส่ ท้ายที่สุดขวานนั้นก็ถูกสะท้อนจนกระเด็นหลุดมือไปโดนหมวกของเด็กที่อยู่ไกลออกไป เจ้าเด็กนั่นกลัวจนฉี่ราดเลยล่ะ หลังจากนั้นเจ้าเด็กนั่นก็ไปฟ้องพ่อของมัน จนข้าต้องถูกพ่อของข้าทำโทษ"
          
          ตู่ซื่อและคนอื่นไม่อาจสามารถกลั้นเสียงหัวเราะได้ เรื่องพวกนี้สมกับเป็นลู่เพยวจริงๆ โชคดีนะที่ขวานนั่นโดนแค่หมวกไม่ใช่หัว ไม่อย่างนั้นลู่เพยวคงไม่แค่โดนทำโทษแน่นอน
          
        "อะไรทำให้เจ้ากล้าพูดเรื่องน่าอายเช่นนี้?" เซี่ยวซุ่ยหยิกที่เอวของลู่เพยว ทำให้เขาแสดงสีหน้าเหยเกออกมา
          
         ลู่เพยวพูดต่อ "เนี่ยลี่ อย่าใช้อาวุธใดๆ โจมตีมันล่ะ"
          
        เขาต้องบอกก่อน ถ้าเนี่ยลี่เผลอทำขึ้นมา นั่นหมายถึงอาจเกิดหายนะขึ้นที่นี่ได้
          
       เนี่ยลี่ยิ้มและพูดออกมาว่า "นี่เป็นม่านพลังดั้งเดิมตั้งแต่สมัยอาณาจักรพฤกษา มันใช้หินแสงสว่างยี่สิบสามก้อนในการทำงาน เมื่อมันเริ่มทำงาน แม้แต่การรวมพลังโจมตีของระดับชั้นตำนานมากกว่าสิบคนก็ไม่อาจคาดฝันได้ว่าจะทำลายมันได้ ไม่ต้องกล่าวถึงอาวุธเลยถ้าหากอาวุธนั้นไม่ได้อยู่ระดับชั้นตำนาน"
          
     ม่านพลังดั้งเดิม? หินแห่งแสงสว่าง?
          

       ทุกคนถึงกับตื่นตกใจเมื่อได้ยิน ถึงพวกเขาไม่อาจเข้าใจ แต่ก็รับรู้ได้ว่ามันต้องเป็นสิ่งที่ทรงพลังมาก พวกเขาทุกคนมองไปยังลู่เพยวด้วยสายตาแปลกประหลาด การรวมพลังของระดับชั้นตำนานสิบคนไม่อาจทำลายม่านพลังนี้ได้ แต่เจ้าก็ยังลองใช้ขวานจามมันดูงั้นรึ?
          

          "เฮ้ เฮ้ ทำไมพวกเจ้าต้องมองข้าด้วยสายตาแบบนั้นด้วย ตอนนั้นข้ายังเป็นเด็กนะ ข้าจะรู้ได้ไงว่ามันคืออะไร?" ลู่เพยวรู้สึกหดหู่
          

เซี่ยวหนิงเอ๋อเม้มปากและกล่าวอย่างยิ้มๆ ว่า "เนี่ยลี่ เจ้ามีวิธีที่จะเปิดม่านพลังนี้ใช่ไหม?"
          

         "ก็ใช่ ข้ามีวิธีที่จะทำลายมัน อย่างไรก็ตามข้าต้องการเวลานิดหน่อยในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับมัน พวกเจ้าไปพักก่อนเถอะ" หลังจากที่พูด เนี่ยลี่ก็เริ่มต้นสำรวจข่ายอาคมโบราณทันที
          

           ทุกคนต่างอยากรู้อยากเห็นจึงเดินสำรวจโดยรอบสถานที่แห่งนี้ ที่แห่งนี้มีสถาปัตยกรรมหลายรูปแบบ แถมยังมีรูปแบบจารึกที่ลึกลับที่กำลังเปล่งแสงออกมาอีก มันทำให้ดูลึกลับมากยิ่งขึ้น
          
        เซี่ยวหนิงเอ๋อยืนดูเนี่ยหลีอย่างตั้งใจจากระยะไกลอยู่เงียบๆ ดวงตาของเธอเปล่งประกายออกมาเมื่อจ้องมองไปยังเขา มันเป็นอะไรทำให้เธอรู้สึกดีเป็นอย่างมาก
          
    เซี่ยวซุ่ยเริ่มที่จะทำความรู้จักเธอ "เธอคือเซี่ยวหนิงเอ๋อ?"
          
       "ใช่" เซี่ยวหนิงเอ๋อตอบพร้อมยิ้มน้อยๆ
          
     "เจ้าน่ารักมาก ที่สถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ข้าได้ยินเรื่องมากมายเกี่ยวกับเจ้า เช่นเรื่องความงดงามอันเลื่องลือ" เซี่ยวซุ่ยพูดพร้อมหัวเราะนิดๆ
          
       "เจ้าก็พูดเกินไป" เซี่ยวหนิงเอ๋อหน้าแดงเล็กน้อย
          เซี่ยวซุ่ยเหลือตามองไปยังลู่เพยว ตู่ซื่อ และคนอื่นๆจึงยิ้มเล็กน้อยและพูดต่อ "ข้าแค่แปลกใจนิดหน่อยที่เจ้าอยู่รวมกลุ่มกับเจ้าพวกนี้"
          จากสิ่งที่นางได้ยินมา นางเชื่อว่าเซี่ยวหนิงเอ๋อเป็นบุคคลที่เย็นชา ในสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์นางไม่มีเพื่อนแม้สักคน นางเพียงแค่มีชื่อเสียงด้านความงดงามประดุจน้ำแข็ง
          
 เมื่อไหร่กันนะที่มันเปลี่ยนไป?
          
          น่าจะเริ่มต้นจากลานฝึกละมั้ง
          
               แม้แต่เซี่ยวหนิงเอ๋อเองก็ตกใจเช่นกันที่นางเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้ จากวันที่นางต่อสู้กับความเจ็บปวดของโรคนั่น ได้มีคนหนึ่งคนทำให้ชีวิตของนางนั้นมีสีสันขึ้นมา จากวันนั้นนางก็มุ่งแต่ที่จะเข้าหาเนี่ยลี่ เขานั้นเป็นคนที่อยู่ในใจนางเสมอมา เขาทั้งมอบความมั่นใจ อิสรภาพ และศักดิ์ศรีให้แก่นาง อีกทั้งยังทำให้นางได้มีเพื่อนอีกมากมาย
          
คนผู้นี้ เป็นคนที่ไม่อาจหาใครมาแทนที่ได้
          
      เมื่อเซี่ยวหนิงเอ๋อไม่ได้ตอบอะไรออกมา และนางยังดูเหมือนจมไปกับความคิดอะไรบางอย่าง เซี่ยวซุ่ยจึงกระแอมขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้
          
    "ขอโทษ ข้าแค่ฝันกลางวันน่ะ" เซี่ยวหนิงเอ๋อกล่าวขอโทษ
          
เซี่ยวซุ่ยยิ้มและพูดว่า "ไม่เป็นไร"
          
     นางไม่ใช่คนที่น่ารักมากนัก นางไม่อาจรู้ได้ว่าเซี่ยวหนิงเอ๋อคิดอะไรอยู่
          
        เซี่ยวหนิงเอ๋อมองไปที่ลู่เพยวที่อยู่ห่างออกไปแล้วจึงมองย้อนกลับมาที่เซี่ยวซุ่ยและกล่าวว่า "ลู่เพยวเป็นคนที่น่าสนใจมาก ถึงแม้เขาจะดูขี้เล่นไปหน่อยแต่เขาก็เป็นคนดีและจริงใจกับเพื่อน"
          
        ได้ยินเซี่ยวหนิงเอ๋อพูดถึงลู่เพยว แก้มของเซี่ยวซุ่ยก็แดงออกมา ก่อนหน้าที่นางจะกล้าประกาศสถานะคู่หมั้นของนางกับลู่เพยว เซี่ยวซุ่ยแทบไม่อยากมองหน้าลู่เพยวด้วยซ้ำ เขานั้นแทบไม่เคยคิดถึงวันข้างหน้าของเขากับนางเลย
          

        เมื่อก่อน พวกผู้ใหญ่ในตระกูลเซี่ยวต่างก็ไม่ยอมรับความรักของลู่เพยวและเซี่ยวซุ่ย เซี่ยวซุ่ยนั้นไม่อาจทำอะไรได้มาก แม้ว่านางจะชอบลู่เพยวมากก็ตาม นางทำได้แค่ก้มหน้ายอมรับการตัดสินใจของตระกูล แต่ว่าเมื่อไม่นานมานี้ผู้ใหญ่ในตระกูลเซี่ยวก็ไม่ได้ปฏิเสธลู่เพยวอีกต่อไป ทั้งยังแนะนำให้เซี่ยวซุ่ยคบหากับเขาด้วยซ้ำ
          

          มันคงไม่เป็นเช่นนี้ถ้านางพบว่าลู่เพยวนั้นมีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา การบ่มเพาะพลังของเขานั้นไปถึงระดับิลเวอร์แล้ว มันไม่น่าแปลกใจเลยที่ตระกูลของนางจะอยากให้นางใกล้ชิดกันเพื่อสานสัมพันธ์ เซี่ยวซุ่ยไม่ชอบพวกผู้ใหญ่ในตระกูล นางเพียงแค่ต้องการอยู่กับลู่เพยว นางไม่เคยคาดหวังเกี่ยวกับการบ่มเพาะพลังของลู่เพยว ต่อให้ลู่เพยวเป็นคนที่เหลวไหลนางก็ไม่สน อย่างไรก็ตาม เพราะลู่เพยวเป็นคนที่มีความสามารถ นั่นจึงทำให้นางมีความสุขมาก
          
         แต่ที่ลู่เพยวจะพยายามหลบหน้าเซี่ยวซุ่ยมันทำให้นางรู้สึกหดหู่มาก
          
       "ข้าชอบความกล้าของเจ้านะ เพราะเจ้ากล้าที่จะว่าเจ้านั้นชอบใคร" เซี่ยวหนิงเอ๋อเม้มปากยิ้มออกมาและเหล่ มองไปที่เนี่ยลี่และพูดออกมา "ยินดีต้อนรับสู่กลุ่มนี้นะ"
          
    "อื้ม" เซี่ยวซุ่ยพยักหน้าตอบรับ เหตุผลที่นางมาที่นี่ก็เพราะลู่เพยว ในเวลาเดียวกันนางก็อยากรู้เรื่องราวของกลุ่มนี้ โดยเฉพาะเนี่ยลี่ นางรู้สึกว่าเขานั้นเสมือนรู้ทุกสิ่งอย่างในโลกหล้า โดยเฉพาะการบ่มเพาะพลังที่เร็วเกินไปของลู่เพยวนั้นต้องเกี่ยวข้องกับเนี่ยลี่เป็นแน
          
         เป็นคนที่ลึกลับมาก นั่นคือคำนิยามเนี่ยลี่ของเซี่ยวซุ่ย อย่างไรก็ตามเมื่อพวกเขาคือเพื่อนของลู่เพยว เซี่ยวซุ่ยก็เข้าใจเซี่ยวหนิงเอ๋อ เนี่ยลี่ และคนอื่นๆ ต่อหน้าเพื่อนเซี่ยวซุ่ยก็ยังไว้หน้าลู่เพยวอยู่บ้าง ตัวนางนั้นมีการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างศัตรูและเพื่อน เพื่อนของลู่เพยวก็คือเพื่อนของนาง

 จบตอน

แปลโดยEsthe



เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง