test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

6 มี.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 134 เซี่ยวซุ่ย


          เจ้าเชื่อไหม ถ้าคอเจ้าขยับแม้เพียงนิด เจ้าคงตายไปแล้ว" มีดของเอียฮั่นพาดลงไปที่คอของเสิ่นซิ่ว เสียงของเขานั้นเยือกเย็นปานเชือดเฉือนกระดูก
          

      "เอียฮั่น เจ้าไม่น่าจะทำแบบนี้กับเพื่อนเก่าเลยนะ" เสิ่นซิ่วดูไม่ยี่หระเท่าไรนักกับการกระทำของเอียฮั่นและหัวเราะออกมา 

      "ข้าพนันเลยว่าเจ้าไม่ฆ่าข้าหรอก เพราะข้ารู้ว่าแท้จริงแล้วเจ้านั้นเป็นคนเช่นไร"
          

     แล้วเจ้าคิดว่าข้าเป็นคนเช่นไรกันล่ะ?" เอียฮั่นถามออกไปทีละคำพร้อมจ้องมองไปที่คอของเสิ่นซิ่วด้วยแววตาอันดุร้าย
          

        "เจ้าเป็นคนที่มีพรสวรรค์ที่น่าทึ่ง อีกทั้งเจ้ายังเป็นคนที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อเป้าหมาย แรกเริ่มเดิมทีเจ้าก็น่าจะเข้าใจว่าการไปนั่งตำแหน่งเจ้าเมืองนั้นจะต้องพบกับการปฏิเสธที่ไม่อาจคาดเดาได้ นอกจากเอียเซิ่งและบางคน ตระกูลวายุเหมันต์นั้นแทบจะเป็นศัตรูกับเจ้าทั้งตระกูล มีเพียงแค่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ของเข้าเท่านั้นที่จะช่วยให้เจ้านั่งตำแหน่งเจ้าเมืองได้" เสิ่นซิ่วนั้นไม่กังวลเลยว่ามีดนั้นอยู่ใกล้กับคอนางในระยะอันน้อยนิด นอกจากนี้นางยังสามารถยกยิ้มออกมาได้อีกด้วย
          

     "เจ้าต้องการจะต่อต้านตระกูลวายุเหมันต์ด้วยเพียงลำพังแค่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์งั้นรึ?" เอียฮั่นถามเสียงเย็น
          

   "ถ้าข้าจะบอกว่า รวมถึงสมาคมทมิฬด้วยเล่า" เสิ่นซิ่วยักคิ้วออกมา
          

     "เจ้าหมายความว่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์รวมหัวกับสมาคมทมิฬเช่นนั้นหรือ?" น้ำเสียงของเอียฮั่นนั้นเยือกเย็นจนถึงที่สุด 

      "เจ้าไม่กลัวข้าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกกล่าวกับพ่อบุญธรรมของข้าหรือยังไง"
          

          "ฮ่า ฮ่า แล้วยังไง? เอียฮั่น เจ้าอย่าทำตัวเป็นเด็กน้อยเลย ตระกูลวายุเหมันต์นั้นรับรู้ได้ว่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์มีความข้องเกี่ยวกับสมาคมทมิฬ พวกมันทำได้แค่รอคอยและหาหลักฐานที่แน่ชัดเพื่อที่จะเอาผิดกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่าตระกูลวายุเหมันต์คิดจะล้างบางตระกูลศักดิ์สิทธิ์มากเพียงไรแต่มันก็ไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ พวกมันไม่อาจจะโน้มน้าวผู้คนให้คล้อยตามหลักฐานอันเลื่อนลอยได้หรอก" เสิ่นซิ่วเอ่ยออกมาอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด
          

      "ถ้าข้าเป็นเจ้าเมือง ข้าจะทำลายตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก่อนแล้วค่อยอธิบายกับผู้คนในเมืองทีหลัง" เอียฮั่นแค่นเสียงตอบ
          

     "นั่นถ้าหากว่าเจ้าเป็นเจ้าเมือง แต่เจ้านั้นไม่ใช่ จะทำเรื่องสูญเปล่าไปทำไม? ก่อนที่เจ้าจะได้เป็นเจ้าเมือง ไม่ต้องพูดถึงตระกูลวายุเหมันต์เลย แม้แต่ผู้คนในเมืองและตระกูลศักดิ์สิทธิ์ของเข้าก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่"
          
เอียฮั่นถึงกับชะงัก ตาของเขามืดหม่นพร้อมกับลดมีดลง
          

      "ข้าชอบตัวตนของเจ้า ข้าเพียงสนใจจะเข้าร่วมแผนกับเจ้า เจ้าจะให้ข้าร่วมงานกับเจ้าได้หรือเปล่าล่ะ?"
          

  ตอนนี้เขาไม่มีโอกาสอื่นใดอีกนอกจากจะอยู่ฝ่ายตระกูลศักดิ์สิทธิ์
          

  เสิ่นซิ่วคาดไว้แล้วว่าเอียฮั่นจะต้องยอมรับข้อเสนอของนาง
          

      "สถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะจะพูดคุยเท่าไรนัก ตามข้ามา" เสิ่นซิ่วพูดพร้อมกับพุ่งตัวออกไป
          

   เอียฮั่นใช้เวลาคิดเพียงชั่วครู่ก่อนที่จะตามนางไป ทั้งสองคนหายเข้าไปในป่าอย่างเงียบเชียบ
          

ที่บริเวณริมพื้นที่ของคฤหาสถ์เจ้าเมือง
          

      ที่นี่มีสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่อยู่ ด้วยการกัดเซาะจากฟ้าฝนทำให้ที่นี่นั้นเกิดรอยด่างขึ้นตามกำแพง
          

  ที่นี่เป็นโดมขนาดใหญ่ไม่ได้เข้ากับสิ่งปลูกสร้างของเมืองกลอรี่แม้เพียงนิด
          


     ในช่วงยุคมืด เมืองกลอรี่เคยมีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่สัตว์อสูรคลั่งได้มีผู้คนจำนวนมากมายถูกสังหาร แต่ก็ไม่มีใครพบศพเลย ทุกศพเสมือนสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเมืองกลอรี่มีประวัติความเป็นมาเช่นไร
          

      
    ผู้ก่อตั้งที่มีพลังร่างทรงอสูรระดับตำนานทั้งห้าได้นำผู้คนนับแสนมายังที่นี่ในขณะที่พวกเขาต่อสู้พร้อมล่าถอยไปยังหุบเขาบรรพชน พวกเขาพ่ายแพ้จนต้องถอยเข้าไปยังเมืองกลอรี่และเริ่มสร้างเมืองใหม่อีกครั้ง
          


      หลังจากนั้นมาเมืองกลอรี่ก็แทบจะมีประสบการณ์ถูกตีแตกนับครั้งไม่ถ้วน แม้ว่าเหล่าบรรพบุรุษจะสร้างเมืองขึ้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าได้ แต่ก็มีหลายตระกูลที่ต้องล่วงหล่นเสื่อมสลายไปจนถึงตอนนี้
          


       แท้จริงแล้วประวัติศาสตร์ดั้งเดิมของเมืองกลอรี่นั้นได้ถูกทำลายไปเป็นเวลานานแล้ว เสียงข้างมากเสนอให้สร้างเมืองขึ้นมาใหม่อีกครั้งและนั่นคือเมืองที่อยู่มาจนถึงปัจจุบัน โดมแห่งนี้นั้นถูกสร้างและซ่อนเอาไว้เปรียบดั่งเงาอันขาวกระจ่าง* แม้แต่ร่างทรงอสูรระดับตำนานก็ไม่อาจเข้ามายังที่แห่งนี้ได้
*(เงาอันขาวกระจ่าง = มันคือสิ่งที่เห็นได้ชัดแต่ไม่อาจเห็นได้ชัด ในที่นี้โดมแห่งนี้คือสถานที่ ที่สามารถเข้ามาได้ แต่ก็ไม่อาจจะเข้าได้ใจในสถานที่นี้ได้อย่างถ่องแท้ว่ามันมีอะไรซ่อนอยู่)
          


     ที่นี่ควรจะกล่าวได้ว่าเป็นข่ายอาคมโบราณขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยปริศนา
          


     บนกำแพงของโดมนั้นเต็มไปด้วยบันทึกที่ถูกแกะสลักที่บางครั้งก็ดูเปล่งประกายเงางาม
          

        ในชาติก่อนนั้น ก่อนที่เมืองกลอรี่จะถูกทำลาย ท่านเอียมัวได้ค้นพบวิธีที่จะทำลายข่ายอาคมนี้ ยังก่อนก็ตามก่อนที่เขาจะได้แก้ปริศนาเหล่านี้ได้ ภัยพิบัติก็มาเยือนเมืองกลอรี่เสียก่อน เนี่ยลี่ครุ่นคิด สิ่งที่ท่านเอียมัวค้นพบในข่ายอาคมโบราณแห่งนี้นั้นจะส่งผลให้สมาคมมืดเกิดสนใจขึ้นมา?
          


     เนี่ยลี่และคนอื่น ๆ ได้ปรากฏตัวขึ้นที่นี่ ระหว่างทางเนี่ยลี่ได้รวมร่างกับจิตอสูรเงาพรายเพื่อยืนยันว่าไม่มีใครติดตามมา จนกระทั่งเขาแน่ใจและวางใจได้
          

   "เนี่ยลี่ เจ้าจะมาทำอะไรที่นี่" ลู่เพยวเอ่ยถามอย่างสนอกสนใจ
          

       สถานที่แห่งนี้ เขาเคยมาแล้วเมื่อตอนยังเป็นเด็ก เขาเล่นรอบบริเวณนี้กับเพื่อน ๆ ยังไงก็ตามศูนย์กลางของสิ่งก่อสร้างนี้ถูกปกคลุมไปด้วยม่านพลังที่ทำให้พวกเขาไม่อาจเข้ามายังที่แห่งนี้ได้
          

"พวกเจ้าจะรู้ในอีกไม่ช้า"
          

        แม้ว่าเนี่ยลีจะมีรายละเอียดโดยคร่าว ๆ ของข่ายอาคมโบราณแห่งนี้จากเอียจืออวิน เขาได้เข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับมัน และยังเข้าใจถึงวิธีที่จะทำลายข่ายอาคมแห่งนี้อีกด้วย
          

      หลังจากที่เนี่ยลี่ได้เข้าใจ เขาสัมผัสได้ถึงระดับที่ไม่อาจเอื้อม
          

        "เจ้ารู้วิธีที่จะทำลายม่านพลังชั้นนอกนี้อย่างนั้นเหรอ?" ตู่ซื่อพยายามคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เนี่ยลี่พูดก่อนหน้า
          

         เว่ยหนานและคนอื่นจ้องมองไปยังเนี่ยลี่ พวกเขารู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ แม้ว่าพวกเขาจะได้ยินพวกผู้ใหญ่พูดคุยกันว่า แม้แต่ร่างทรงอสูรระดับตำนานอย่างท่านเอียมัวยังไม่อาจทำลายม่านพลังชั้นนอกนี้ได้ เนี่ยลี่จะมีวิธีการอันใดกัน
          

     "ตามข้ามา" เนี่ยลี่กล่าวพร้อมเดินไปยังข่ายอาคมโบราณนั้น
          

     เมื่อพวกเขาไปยังกึ่งกลางของข่ายอาคมโบราณได้ปรากฏแสงสว่างวาบออกมาเป็นทางจากระยะไกล
          

"ลู่เพยว จำตำแหน่งของเจ้าไว้!"
          


เสียงนั้นดังและกระจ่างชัดยิ่งนัก
          


      เมื่อได้ยินเสียงนั้น ลู่เพยวรู้สึกเสียวสันหลัง เขาสะดุ้งและรีบมองไปเนี่ยหลีทันที "เนี่ยลี ข้าขอเผ่นก่อนล่ะ เจ้าจะบอกว่าข้าไม่ได้อยู่แถวนี้ก็ได้"
          

    จากตำแหน่งนั้นลู่เพยวเตรียมเผ่นอย่างมาดมั่นเพื่อที่จะหนีไปให้พ้น
          

     ในจังหวะที่ลู่เพยวจะเผ่นหนีนั้น เนี่ยลี่สะบัดมือออกเพื่อไปคว้าเสื้อของลู่เพยวไว้ เมื่อลู่เพยวออกวิ่งเขาได้ถูกเนี่ยลี่ดึงกลับพร้อมตวัดลงพื้นทำให้ก้นของเขาจ้ำเบ้าเข้ากับพื้นเต็ม ๆ
          

        "เนี่ยลี่ ทำอะไรของเจ้าเนี่ย" ลู่เพยวอุทานพร้อมปรายตามองไปยังเนี่ลี่
          


       "ไม่มีอะไรมาก ข้าแค่ต้องการถามว่าเจ้าจะไปไหน?" เนี่ยลี่เปิดปากถามอย่างไร้เดียงสา
          

       "ข้าบอกไม่ได้ ข้าต้องรีบออกไป มันเกี่ยวพันถึงความเป็นและความตายของข้า!" หน้าของลู่เพยวแสดงสีหน้าจะเป็นจะตายเสียให้ได้ เขาเร่งรีบที่จะเผ่นหนีอีกรอบ
          

      ทันใดนั้นเนี่ยลี่ก็ก้าวถอยหลัง ในขณะที่ลู่เพยววิ่งหนี เขาถูกสกัดโดยเนี่ยลี่และรู้สึกได้ว่าเขาไม่อาจหนีไปไหนได้พ้น ลู่เพยวพูดออกมาทั้งน้ำตา "เนี่ยลี่ เรายังเป็นสหายที่ดีต่อกันใช่ไหม"
          

       "เจ้าช่างประมาทยิ่งนัก บอกก่อนว่าเจ้าคิดจะไปที่ไหนให้พวกเราสบายใจหน่อย" เนี่ยลี่กล่าวถาม
          

       "ข้าจะบอกพวกเจ้าหลังจากที่ข้ากลับมา"
          

     ขณะที่ลู่เพยวจะเผ่นหนีอีกครั้ง เขาได้หันหน้ากลับจ้องไปยังเนี่ยลี่ "อย่ามาขวางข้าอีกล่ะ!"
          

      "เข้าไม่ได้ขัดขวางเจ้า ก่อนอื่นบอกพวกเราก่อนว่าทำไมเจ้าต้องหนีด้วย"
          

      ความจริงแล้วเนี่ยลี่แทบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่ เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงที่คุ้นเคยนั้น เขารู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเพียงต้องการถ่วงเวลาลู่เพยวเท่านั้น
          

       "ถ้าเจ้าฉุดกระชากข้าอีกครั้ง เราก็จบความสัมพันธ์กันเพียงเท่านี้แหละ"
          

   หลังจากที่เนี่ยลี่ถามหลายครั้ง ลู่เพยวก็โกรธจนแทบระเบิด
          

     เนี่ยลี่ยกมือทั้งสองขึ้นและกล่าวว่า "ตกลง ข้าจะไม่รั้งเจ้าไว้อีกแล้ว เจ้าไปได้"
          

      เมื่อลู่เพยวพยายามจะเผ่นอีกรอบ เสียงอันดังและกังวาลก็ดังขึ้นอีกครั้ง "ลู่เพยว ถ้าเจ้าจะหนีอีกครั้งก็ไม่ต้องโผล่หน้ามาให้ข้าเห็นอีกในชั่วชีวิตนี้!"
          

      หลังจากได้ยินเสียงนั้น ลู่เพยวที่วิ่งไปได้หลายเมตรแล้วจึงหยุดชั่วครู่และกลับมาก้มหน้าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหดหู่
          

      เนี่ยลี่มองไปยังด้านข้าง ผู้หญิงที่ยืนตรงนั้นสวมชุดฝึกฝนสีแดง มือทั้งสองเท้าเอวและเปี่ยมไปด้วยพลังที่เกินกว่าจะพรรณาได้ ผู้หญิงคนนี้คือเซี่ยวซุ่ย
          

      เปรียบดั่งเห็นพริกน้อยที่กำลังโกรธ เนี่ยลี่ไม่อาจไม่นึกถึงเรื่องราวกาลก่อนได้ ลู่เพยวและเซี่ยวซุ่ยนั้นแทบจะกล่าวได้เลยว่าเป็นคู่รักวิวาทะ!
          

      เมื่อครั้งเยาววัย ลู่เพยวและเซี่ยวซุ่ยเป็นเพื่อนสมัยเด็กที่ดีต่อกัน พวกเขาต่างก็รักกันและกัน พวกเขาไม่อาจที่จะข้ามหน้าต่างไปหากันและกันได้เมื่อเติบโตขึ้น
          
        ความแตกต่างระหว่างการฝึกฝนพลังก็ช่างแตกต่าง เซี่ยวซุ่ยนั้นมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมและขยันฝึกฝนอย่างหนัก การฝึกฝนของนางแทบจะเรียกได้ว่าเป็นไปอย่างรวดเร็ว ยังไงก็ตามแม้ลู่เพยวจะไม่ได้คิดมากและไม่ใส่ใจกับการฝึกฝนพลังทำให้ระยะห่างของพวกเขาทั้งสองแยกห่างออกจากกันและกัน ลู่เพยวได้แต่แอบมองเซี่ยวซุ่ยอาบน้ำหลายต่อหลายครั้งจนกระทั่งถูกคนของตระกูลเซี่ยวจับได้ ด้วยระดับพลังของเซี่ยวซุ่ยถ้านางไม่ต้องการให้ลู่เพยวแอบดู ลู่เพยวก็ไม่มีทางที่จะมาแอบดูนางอาบน้ำได้อย่างแน่นอน
          

      มันเป็นเรื่องจริงอันน่าโศกเศร้าของชีวิตที่ตระกูลเซี่ยวไม่อาจยอมรับให้เซี่ยวซุ่ยแต่งงานกับนายน้อยของตระกูลลู่ได้ ความรักของพวกเขาทั้งสองแทบจะพังทลาย สำหรับลู่เพียวชีวิตของเขาแทบจะต้องอยู่กับความทุกข์
          

        ในช่วงเวลาที่กำแพงของเมืองกลอรี่พังทลายลง เหล่าสัตว์อสูรได้เข้ามาก่อความวุ่นวายในเมือง ลู่เพยวแทบจะตาเหลือกตาลานไปหาเซี่ยวซุ่ย เมื่อภัยพิบัติมาเยือนทั้งคู่ได้แต่งงานกันโดยมีเนี่ยลี่และตู่ซื่อเป็นพยานความรัก หลังจากที่พวกเขาแต่งงานผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงเซี่ยวซุ่ยก็จากไปในขณะที่ปกป้องเมืองกลอรี่ ลู่เพียวปฏิเสธที่จะหนีออกจากเมืองจนท้ายที่สุดก็ได้จบชีวิตลง
          

  เนี่ยลี่ยังจำได้ราง ๆ ว่าลู่เพยวนั้นยิ้มอย่างเศร้าร้อยในขณะที่เนี่ยลี่ร้องไห้ไม่ต่างจากเด็ก
          


       แม้ลู่เพยวจะไม่เหลือสิ่งยืดเหนี่ยวแล้ว แต่ความรักของเขาต่อเซี่ยวซุ่ยนั้นคือจริงแท้ แม้ว่าเขาจะกลัวที่จะพูดความจริงออกมา แต่ในท้ายที่สุดของชาติที่แล้วเซี่ยวซุ่ยก็ได้แต่งงานกับใครซักคนโดยการคลุมถุงชน ทั้งหมดนี่เป็นเพราะลู่เพยวนั้นขาดเขลา ถ้าลู่เพียวกล้าที่จะสู้เพื่อเซี่ยวซุ่ย นางจะต้องหันกลับมาแน่ ยังไงก็ตามลู่เพยวไม่ได้ให้คำตอบอะไรแก่เซี่ยวซุ่ยนั่นทำให้เซี่ยวซุ่ยท้อแท้ใจ
          

      โศกนาฎกรรมของชีวิตที่แล้ว ลู่เพยวได้กระทำสิ่งที่ผิดพลาดมากมาย มองไปยังลู่เพยวที่เดินกลับมาอย่างนอบน้อมและหน้าปลงตก มุมปากของเนี่ยลี่ก็ยกยิ้มขึ้นอย่างมีเลศนัย "ลู่เพยว ข้าช่วยเจ้าได้เพียงเท่านี้แหละ"
          

     บางทีในชาตินี้โชคชะตาระหว่างลู่เพยวและเซี่ยวซุ่ยอาจจะเปลี่ยนไปก็เป็นได้เมื่อได้พบกับเนี่ยลี่
          

    เซี่ยวซุ่ยมองไปยังเนี่ยลี่ ตู่ซื่อและคนอื่น นางชะงักเล็กน้อยและถามออกมา "พวกเจ้าทุกคนเป็นเพื่อนของลู่เพยวเช่นนั้นหรือ?"
          

 "ใช่"
          
         นอกจากเนี่ยลี่ ตู่ซื่อและคนอื่น ๆ ได้มองไปยังเซี่ยวซุ่ยอย่างรู้สึกประหลาดจบ...



 แปลโดย Esthe


เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง