test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

3 มี.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 130 ซากโบราณสถาน




       เมื่อเวลาผ่านไปข่าวลือได้เกิดขึ้นในหมู่สามัญชน บางคนก็พูดว่าตระกูลศักดิ์สิทธิวางแผนก่อกบฏ บ้างก็พูดว่าเกิดความขัดแย้งกันระหว่างตระกูลวายุเหมันต์กับตระกูลศักดิ์สิทธิ เกี่ยวกับเรื่องการข่มเหงผู้ที่อ่อนแอ


    

    ต้นกำเนิดของข่าวลือทั้งหลายที่ปล่อยออกไปนั้นล้วนมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่พวกมัน


     ตระกูลศักดิ์สิทธิ


           “บัดซบ! ข้าไม่นึกเลยว่าตระกูลวายุเหมันต์จะเคลื่อนไหวรวดเร็วถึงเพียงนี้เสิ่นฮ่องราวดูกับมีควันพวยพุ่งออกมา ด้วยการเคลื่อนไหวของตระกูลวายุเหมันต์เล็กๆน้อย ในช่วงที่ตระกูลศักดิ์ไม่ทันตั้งตัวดวงตาของเขาทอประกายเย็นชามันจะต้องเป็นเจ้าสารเลวเสิ่นหมิงเป็นแน่ มันถูกจับและถูกควบคุมตัวมิเช่นนั้นตระกูลวายุเหมันต์รึจะคว้าหางเราได้ ถ้าข้ารู้ว่ามันจะเป็นเช่นนี้ข้าคงจะฆ่ามันด้วยมือตัวเองไปแล้ว!



      ในฐานะที่เสิ่นหมิ่งเป็นผู้อาวุโสสูงสุดผู้ดูแลกิจการต่างๆของตระกูลศักดิ์สิทธิ ได้หายสาบสูญไปข้างนอกนั้น ส่งผลให้เสิ่นฮ่องกินไม่ได้นอนไม่หลับ


    เสิ่นฮ่องส่งเสียงอย่างเกรี้ยวกราดว่าเสิ่นกุ้ย เจ้าจงหาจังหวะส่งข้อความไปยังสมาคมทมิฬ ว่าตระกูลวายุเหมันต์ตัดสินใจที่จะกำจัดตระกูลศักดิ์สิทธิข้า ดังนั้นข้าจะไม่ให้มันทำได้อย่างง่ายดาย


      “ครับเสิ่นกุ้ยตอบรับจากนั้นก็โค้งคำนับหมุนตัวออกไป



   ทันใดนั้นมีบางสิ่งวาบขึ้นในจิตใจของเสิ่นฮ่อง เขากล่าวอย่างเคร่งครึมว่าช้าก่อน


  เสิ่นกุ้ยชะงักเพียงชั่วครู่ก่อนจะหันมองไปยังเสิ่นฮ่องอย่างสงสัย



       หลังจากที่เสิ่นฮ่องได้จัดการทำให้หัวของตนเองเย็นลง ก่อนหน้านี้ที่ในหัวของเขาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและเขากำลังจะก้าวลงไปสู่กับดักของตระกูลวายุเหมันต์ เนื่องจากตระกูลวายุเหมันต์เพียงแค่ทำการกดดันตระกูลศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการอย่างอื่นต่อ พวกมันคงยังมีหลักฐานไม่เพียงพอ ตามปกติแล้วเสิ่นหมิงสมควรจะรู้ว่าสิ่งใดควรพูดสิ่งใดไม่ควรพูด มิเช่นนั้นมันจะต้องตายสิ่งที่ตระกูลวายุเหมันต์ต้องการก็คือให้ตระกูลศักดิ์สิทธิเผยจุดอ่อนออกมา จากนั้นพวกมันก็จะเข้าจู่โจม แล้วทันทีที่เสิ่นกุ้ยก้าวเท้าออกจากประตูไป พวกเราสมควรก้าวลงสู่กับดักของตระกูลวายุเหมันต์แล้ว



       เสิ่นฮ่องยิ้มอย่างเย็นชากล่าวว่าเจ้าพยายามวางกับดักข้าอย่างนั้นหรือ? จากวันนี้เป็นต้นไปให้ตัดการติดต่อกับสมาคมทมิฬ เนื่องจากตระกูลวายุเหมันต์ต้องการจะกำจัดตระกูลศักดิ์สิทธิของข้า ข้าจะให้พวกมันได้รับรู้ว่าพวกเรานั้นไม่ได้อ่อนแอ ปล่อยให้พวกมันกระทำตามที่ต้องการไป ตราบที่พวกมันไม่มีหลักฐานใดๆว่าตระกูลศักดิ์สิทธิของข้าเกี่ยวข้องกับสมาคมทมิฬ ถึงแม้ว่าตระกูลศักดิ์สิทธิของข้าจะตอบโต้กลับอย่างรุนแรง พวกมันล้วนไม่มีเหตุผลที่จะทำลายตระกูลศักดิ์สิทธิของข้าได้!


       สมาชิกส่วนใหญ่ของตระกูลศักดิ์สิทธิถูกเรียกกลับมาที่ตระกูล เหลือเพียงสมาชิกส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับอนุญาติให้ไปตอบโต้กลับในจุดต่างๆภายในเมืองกลอรี่


     สถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ เปิดเรียนแล้วนักเรียนจากทั่วทุกมุมเมืองต่างก็กลับไปที่โรงเรียน


    ชั้นเรียนอัจฉริยะ


        ความจริงแล้วเนี้ยหลี่ไม่จำเป็นจะต้องกลับมาเรียนที่สถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิเลย แต่ทว่าเขาก็ยังกลับมา การที่ตัวของเขาได้ปรากฏอยู่ภายในสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิเป็นเหยื่อล่อชิ้นใหญ่ต่อตระกูลศักดิ์สิทธิกับสมาคมทมิฬเป็นอย่างดี


    นักเรียนหลายคนที่กำลังเดินอยู่บนทางเดิน กำลังพูดคุยบางอย่างกัน



      “เจ้าเคยได้ยินหรือไม่ว่า?เคล็ดวิชาที่ใช้ในการฝึกฝนที่สถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ข้าได้ยินว่าเป็นเพราะตระกูลวายุเหมันต์ได้ค้นพบสมบัติ และได้เจอเคล็ดวิชาฝึกฝนที่ดีขึ้นกว่าเดิม ตระกูลวายุเหมันต์ได้เสียสละมอบเคล็ดวิชาการฝึกฝนส่วนหนึ่งให้แก่สถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิเพื่อให้นักเรียนทุกคนได้ฝึกฝนกัน


      “จริงหรือ?แล้วเคล็ดวิชาชั้นสูงที่ว่านั้นคืออะไร?”


  

    “เคล็ดการฝึกฝนที่มีรู้สึกว่าจะทรงพลังกว่าที่พวกเราเคยฝึกขั้นนึงเชียวล่ะ


   ในเรื่องนี้เป็นธรรมดาของเนี้ยหลี่


    แน่นอนเขาไม่มีทางปล่อยให้เคล็ดวิชาการฝึกฝนขั้นสุดยอดเช่น [เคล็ดลิขิตสวรรค์] หรือว่า [เคล็ดวิชาพญาหงส์น้ำแข็งเก้าโคจร] รั่วไหลออกไป เพราะถ้าหากสมาคมทมิฬหรือตระกูลศักดิ์สิทธิได้รับพวกมันไปล่ะก็เนี้ยหลี่จะลำบาก ที่เนี้ยหลี่ทำก็แค่เพียงต้องการช่วยยกระดับการฝึกฝนของสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิก็เท่านั้น แต่ทว่าในสายตาของเหล่านักเรียนการฝึกฝนที่พวกเขาได้รับก็ทรงพลังเหลือแสนแล้ว



   “โอ้ น้องชายเจ้าอยู่ในชั้นเรียนอัจฉริยะอย่างนั้นหรือ?”



      นักศึกษาในชุดเสื้อคลุมสีทองผู้หนึ่งเดินมายังด้านข้างของเนี้ยหลี่ สีเสื้อคลุมของเขานั้นช่างดูฉูดฉาดแสบตาเป็นอย่างยิ่ง


    “เจ้าคือ?”  เนี้ยหลี่มองไปที่เขา เกี่ยวกับนักเรียนผู้นี้ เขาไม่เคยสังเกตุเห็นมาก่อน



      ทันใดนั้นชายหนุ่มผอมบางคนหนึ่งก็เดินขึ้นมาและพูดอย่างภาคภูมิใจว่าเจ้าไม่รู้จักท่านนี้อย่างนั้นหรือ? เขาคือนายน้อยหลงหยู แห่งตระกูลดั้นเมฆ เขาอยู่ที่ระดับบรอนซ์ห้าดาว และท่านก็อยู่อันดับที่สิบภายในชั้นเรียนอัจฉริยะอีกด้วย!


    ระดับบรอนซ์ห้าดาวงั้นรึ? เนี้ยหลี่ครุ่นคิดชั่วครู่ แค่ระดับบรอนซ์ห้าดาวก็คงจะดีแล้ว สำหรับตระกูลดั้นเมฆที่เป็นหนึ่งในเจ็ดตระกูลขุนนาง



        “ไอ้หนู เจ้าเป็นเด็กใหมในชั้นเรียนอัจฉริยะใช่หรือไม่?เจ้าสนใจจะมาเข้าร่วมกับข้าไหม?” หลงหยูจ้องมองอย่างถือดีมายังเนี้ยหลี่



      เข้าร่วมกับเจ้างั้นรึ? เจ้าล้อเล่นหรือไง? การแสดงออกของเนี้ยหลี่เปลี่ยนไปกระทันหัน เขากอดอกของตัวเอง กวาดมองไปยังหลงหยูและกล่าวว่าเจ้าว่าเจ้ามาจากตระกูลดั้นเมฆ เจ้าไม่รู้จักข้าอย่างนั้นหรือ?”


    ปฏิกริยาที่เปลี่ยนแปลงของเนี้ยหลี่รวดเร็วจนเกินไป จนหลงหยูไม่ทันตั้งตัว



         “เจ้าเป็นใคร?” หลงหยูกล่าวอย่างระมัดระวังเล็กน้อย การแสดงออกของเนี้ยหลี่เมื่อได้ยินชื่อของตระกูลดั้นเมฆไม่ได้เปลี่ยนไปอาจเป็นไปได้ว่าเขามีคนใหญ่คนโตหนุนหลังอยู่



       เนี้ยหลี่กวาดตามองหลงหยูทั้งด้านบนและล่างก่อนจะพูดว่าเจ้าไม่ได้เข้าร่วมในงานเลี้ยงที่คฤหาสต์เจ้าเมืองอย่างนั้นหรือ? ข้าไม่เคยเห็นเจ้าเลยแม้แต่น้อย


        ในวันนั้นหลงหยู่รู้สึกไม่ค่อยสบายดังนั้นเขาจึงไม่ได้ไปเข้าร่วมงานเลี้ยง แต่ทว่าเนี้ยหลี่กลับสามารถเข้าร่วมในงานเลี้ยงของคฤหาสต์เจ้าเมืองได้ นี่แสดงให้เห็นว่าเขานั้นไม่สามัญธรรมดา



         “ถ้าเช่นนั้นเจ้าเป็นคนของตระกูลไหนรึ?” หลงหยูยังคงถามหยั่งเชิง ในขณะเดียวกันก็รักษาท่าทีเย่อหยิ่งของตัวเองเอาไว้


     “เจ้ายังไม่คู่ควรที่จะรู้ ใครที่เจ้าคบค้าสมาคมอยู่ด้วยล่ะ?เอียฮ่องรึ? เสิ่นเฟยรึ? หรือว่า เฉินหลี่เจี้ยน?” เนี้ยหลี่ถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา



         ขนกายทั่วร่างหลงหยูลุกชูชันขึ้น ที่เนี้ยหลี่เอ่ยชื่อขึ้นมาเป็นสามผู้ยิ่งใหญ่ของชั้นเรียนอัจฉริยะ เสิ่นเฟย กับ เฉินหลี่เจี่ยนล้วนมาจากตระกูลศักดิ์สิทธิกับตระกูลสวรรค์ สำหรับเอียฮ่องเขานั้นมาจากตระกูลวายุเหมันต์ อีกอย่างหนึ่งก็คือเขาเป็นญาติผู้พี่ของเอียจื่อหวิน เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะไม่เข้าไปตอแยบุคคลทั้งสาม ด้วยสถานะภาพปัจจุบันของเขาย่อมไม่มีทางที่จะดึงดูดความสนใจจากพวกเขาได้


   หลงหยูพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่าข้าคบหาอยู่กับกับนายน้อยเฉินหลี่เจี่ยน



       “ไม่เลว เจ้ามองกาลไกลเหมือนกันนี่เนี้ยหลี่พูดขณะตบที่ไหล่ของหลงหยูเบาๆครั้งต่อไปหากข้าเจอกับนายน้อยเฉิน ข้าจะพูดถึงเจ้าแล้วกัน


หลังจากพูดจบเนี้ยหลี่ก็เดินเนิบนาบจากไป


     หลังจากเขาถูกเนี้ยหลี่ขู่ขวัญ หลงหยูกลับกลายเป็นชะงักงัน  เขาพยายามจดจำเจ้าเด็กจองหองนี้อย่างระมัดระวัง


         ในชั่วขณะหนึ่งหลงหยูกลายเป็นเกรี้ยวกราดจะไล่กวดตามไป ชายหนุ่มผอมแห้งก็เข้ามากระซิบที่ข้างหูของหลงชาว่านายน้อยเป็นไปได้ว่าชายคนนี้จะเป็นเนี้ยหลี่ที่สังหารปีศาจโลกันต์นั่น ข้าได้ยินมาจากคนอื่นๆว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนที่หยิ่งผยองมาก ล่าสุดนี้เขายังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิตเหตุการณ์หนึ่งภายในงานจัดเลี้ยงของคฤหาสต์เจ้าเมืองและไล่เสิ่นเฟยออกจากงานเลี้ยงต่อหน้าผู้นำตระกูลศักดิ์สิทธิ ในตอนท้ายเสิ่นเฟยยังคงทำตามคำสั่งและจากไป



         หลังจากที่เขาได้ฟังชายหนุ่มผู้นี้กล่าวหลงหยูรู้สึกว่าสันหลังของตนเองเย็นวาบขึ้น โชคดีที่เขาไม่ได้แสดงความโกรธออกมา ชายหนุ่มผู้นี้กล้าที่จะแสดงความอหังการภายในงานเลี้ยงของคฤหาสต์เจ้าเมือง โดยการตบที่หน้าของนายน้อยเสิ่น ถ้าหากว่าเขาไล่ตามไปก็คงจะเป็นเช่นเดียวกับเดินเข้าหาความตายไม่ใช่รึ? นับว่าเป็นเรื่องดีที่เขาไม่ได้คบค้าสมาคมกับเสิ่นเฟย มิฉะนั้นผลที่ตามมาคงประเมินไม่ได้


      หลงหยูส่ายหัว ในอนาคตการไม่ไปตอแยเรื่องราวกับบุคคลดังกล่าวจะเป็นการดีที่สุด หลงหยูไม่กล้าแม้แต่จะคิดที่เข้าไปประจบประแจงเอาใจเขา เพียงระดับของเขาอาจจะไม่อยู่ในสายตาเลยก็เป็นได้


         ภายในชั้นเรียนอัจฉริยะเนี้ยหลี่นั่งอยู่ที่มุมหนึ่งอย่างเงียบๆภายในชั้นเรียน มีลูเปียว ตูซือ และส่วนที่เหลือนั่งอยู่ด้านข้างเนี้ยหลี่จนกลายเป็นกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่ง



        “เนี้ยหลี่ทำไมพวกเราจะต้องมาเข้าชั้นเรียนด้วยล่ะ?นี่มันไม่ได้น่าเบื่องั้นรึ?” ลูเปียวพูดขึ้นอย่างห่อเหี่ยวในขณะที่หนุนมือทั้งสองข้างเข้าที่ท้ายทอยของตัวเอง ด้วยการฝึกฝนปัจจุบันนี้พวกเขามีคุณสมบัติพอที่จะสามารถเข้าร่วมคณะสำรวจภายนอกเมืองกลอรี่ได้แล้ว


     ตูซือเพียงยักไหล่เล็กน้อย ไม่เพียงแต่ลูเปียว แม้กระทั่งตูซือก็ยังรู้สึกว่านี่มันน่าเบื่อนิดๆเช่นกัน



        เนี้ยหลี่ครุ่นคิดอย่างยาวนาน ถ้าหากไม่มีการคุกคามจากตระกูลศักดิ์สิทธิแล้วล่ะก็ มันจะต้องมีสถานที่มากมายที่เขาต้องการจะไป ถึงแม้ว่าตอนนี้ตระกูลศักดิ์สิทธิถูกจับตาดูอย่างใกล้ชิด แต่เนี้ยหลี่ก็ยังไม่กล้าจะผลีผลามจนเกินไป ถ้าหากพวกเขาถูกจับได้โดยตระกูลศักดิ์สิทธิล่ะก็ ด้วยความแข็งแกร่งในตอนนี้พวกเขายังไม่อาจตอบโต้กลับ


         พวกเขาควรจะรีบพัฒนาความแข็งแกร่งไปที่ระดับโกลด์อย่างรวดเร็วเพื่อที่ว่าเมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับตระกูลศักดิ์สิทธิแล้ว พวกเขาจะได้มีความสามารถตอบโต้กลับไปได้


         เนี้ยหลี่จมลงไปในความคิดของตัวเองถึงสถานที่หนึ่งทันที ภายในเมืองกลอรี่ยังคงมีสถานที่หนึ่งมันเป็นสิ่งก่อสร้างโบราณ ผู้คนจำนวนมากไม่รู้ว่าสิ่งก่อสร้างนี้ไว้ใช้ทำอะไร จนกระทั้งในวันหนึ่งท่านเอียมัวร์ได้ออกมาประกาศว่า สิ่งก่อสร้างนั้นได้ถูกสร้างขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญสูงสุดและยังคงมีความลับซุกซ่อนอยู่ด้านใน


          หลังจากนั้นสมาคมทมิฬได้ทำการว่าจ้างมือสังหารจำนวนมาก แต่พวกมันกลับถูกสังหารโดยท่านเอียมัวร์ จากนั้นพวกมันจึงได้แต่จับตามองสิ่งก่อสร้างที่ว่านั้น เนี้ยหลี่สงสัยว่าสิ่งก่อสร้างนั้นจะเกี่ยวข้องกับการสูญสิ้นของเมืองกลอรี่หรือไม่?


         ซากโบราณสถานนั้นอยู่ใกล้กับคฤหาสต์เจ้าเมืองมาก จนกระทั่งตอนนี้มันสมควรที่จะปลอดภัย ถึงแม้ว่าตระกูลศักดิ์สิทธิจะหยิ่งผยองถึงเพียงไหนพวกมันก็คงจะไม่กล้าผลีผลามกระทำการใกล้กับคฤหาสต์เจ้าเมืองเป็นแน่!


ณ เวลานั้น เนี้ยหลี่ก็ได้ตัดสินใจถึงเป้าหมายของเขา


   เนี้ยหลี่มองไปยังพรรคพวก ก่อนจะยิ้มบางกล่าวว่าพวกเราเตรียมตัวให้พร้อมไว้ อีกไม่นานเราจะไปกัน


      ข่าวที่ว่าเขาได้กลับไปยังสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ สมควรจะต้องใช้เวลาสักหลายวันกว่าก่อนที่ตระกูลศักดิ์สิทธิจะล่วงรู้ แล้วเนื่องจากเป้าหมายของเขาที่มาที่นี้ประสบผลสำเร็จ มันก็ได้เวลาที่พวกเขาจะจากไปแล้ว


ทันใดนั้นมีเสียงเบาๆดังขึ้น


นั่นเซี่ยวหนิงเอ๋อ!



    เหล่าชายหนุ่มภายในชั้นเรียนต่างหันมองไปยังเด็กสาวบอบบางผู้หนึ่งที่เพิ่งมาภายในชั้นเรียน เห็นได้ชัดว่าในขณะหนึ่งทุกคนกำลังตกตะลึงอยู่กับเสี่ยวหนิงเอ๋อที่อยู่ในชุดเครื่องแบบฝึกซ้อมซึ่งเปิดเผยเรือนร่างที่ทรงเสน่ห์ของเธอ แล้วด้วยความเย็นชาของเธอได้ส่งผลให้คนอื่นๆหัวใจเต็นระรัวด้วยความรุนแรงเลยทีเดียว


   นี่คือเด็กผู้หญิงที่เป็นที่ต้องการและชื่นชมจากคนอื่นๆมากมายนับไม่ถ้วน



       เมื่อครั้งที่เซี่ยวหนิงเอ๋อยังคงอยู่ภายในชั้นเรียนนักรบฝึกหัด เธอได้กลายเป็นหัวข้อพูดคุยที่พบได้บ่อยในหมู่นักเรียนชั้นเรียนอัจฉริยะ พวกเขาทุกคนล้วนมองว่าเมื่อไรจะถึงเวลาที่เซี่ยวหนิงเอ๋อจะได้ย้ายมาที่ชั้นเรียนอัจฉริยะกัน และในตอนนี้ความปรารถนาของพวกเขาก็ได้รับการเติมเต็ม


     เว้นเสียแต่ว่าการแสดงออกที่เย็นชาและห่างเหิน ทำให้คนอื่นไม่สามารถที่จะใกล้ชิดกับเธอได้ นั้นทำให้เธอดูเหมือนกับเทพธิดาที่สง่างามจนผู้อื่นไม่กล้าที่จะทำให้เธอนั้นแปดเปื้อน


        พวกเขาทั้งหมดล้วนรู้สึกละเหี่ยภายในหัวใจ และรู้สึกมวลหัวของตัวเอง ทั้งหมดทั้งมวลแล้วไม่มีแม้เพียงสักคนที่กล้าเข้าไปพูดคุยกับเซี่ยวหนิงเอ๋อ


     เซี่ยวหนิ่งเอ๋อได้กวาดสายตาไปทั่วชั้นเรียนจนไปจบที่เนี้ยหลี่ ประกายหนาวเย็นบนดวงตาของเธอพลันแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนมากขึ้น ในขณะเดียวกันเธอก็เดินตรงเข้าไปยังทิศทางของเนี้ยหลี่


      เนี้ยหลี่ได้โบกมือของเขาขึ้นทักทายโอ้ หนิงเอ๋อ ทำไมเจ้ามาที่นี่ล่ะ?”


      หลังจากได้ยินเสียงของเนี้ยหลี่ รอยยิ้มอ่อนหวานก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเซี่ยวหนิงเอ๋อ และเธอก็เร่งฝีเท้าของเธอขึ้นทันที


      หลังจากที่เนี้ยหลี่พูดจบ ทั้งชั้นเรียนก็ตกอยู่ในความเงียบงันโดยทันที สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องมองมายังเนี้ยหลี่โดยมิได้นัดหมาย

จิตสังหารหนาแน่นนี่มันคืออะไรกัน!


 ถ้าหากว่าสายตาของพวกเขาสามารถฆ่าคนได้ล่ะก็ ร่างกายของเนี้ยหลี่คงทะลุพรุนไปทั้งร่างเป็นแน่


      เนี้ยหลี่ถูจมูกของตนเอง หลังจากที่มายังชั้นเรียนอัจฉริยะนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับตัวของเขามีน้อยมาก อย่างไรก็ตามเขาไม่เคยคิดเลยว่าตัวของเขาจะดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากมายเพียงนี้ อันที่จริงแล้วผู้ที่มีความสามารถล้วนแล้วแต่จะดึงดูดความสนใจของผู้อื่นกันทั้งนั้น จบตอน...




แปลโดย [แร๊คคูนแมน]



เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง