test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

8 ก.พ. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 111 คำพูดนั้นไม่อาจคืนคำได้นะ



เนี่ยลี่เริ่มให้ภาพร่างแบบแปลนค่ายกลหมื่นอสูร  หลังจากที่เนี่ยลี่ได้รับมันมาและศึกษาอย่างละเอียด  เอียซิวเตรียมจัดหาวัสดุหลากหลายชนิดตามที่ต้องการใช้  ตอนนี้ตำหนักเจ้าเมืองกำลังวุ่นวายมาก  บางสถานที่ได้มีรื้อถอน และก่อสร้างตามแบบแปลนในจารึกนั้น

นอกเหนือจาก เอียเซิ่ง เอียซิว  และคนกลุ่มเล็ก ๆ จำนวนหนึ่ง  คนอื่น ๆ ไม่มีใครล่วงรู้ว่าว่าตำหนักเจ้าเมืองตอนนี้กำลังทำสิ่งใดอยู่


ท้องฟ้าเริ่มมืดลง  พระจันทร์เริ่มส่องแสง


เนี่ยลี่กำลังเดินเล่นอยู่ในสวน  ก็แลออกไปไกล ๆ เห็นหญิงสาวแต่งชุดสีขาว ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง นางช่างเหมือนดั่งนางฟ้าในคืนเดือนหงายเลยจริงเชียว  นางยืนอยู่ท่ามกลางม่านหมอกสีขาว มิสามารถแลเห็นได้ชัดว่าเป็นมนุษย์หรืออสูร ดวงจิตอสูรสีขาวที่ห่อหุ้มนี้ช่างสง่างามยิ่งนักประกอบกับมงกุฎที่สวมใส่แลดูดั่งคล้ายราชินีนั่นเอง

นี่คือร่างทรงอสูรของเอียจื่ออวิ๋น  ราชินีวายุเหมันต์ !

ดวงจิตอสูรที่กลืนกินดวงจิตอสูรดวงอื่นมานับไม่ถ้วน จนมีระดับการเติบโตในระดับพระเจ้า นั่นก็คือ ราชินีวายุเหมันต์ที่มีความแข็งแกร่งจนน่าหวั่นเกรง   ทั่วทั้งลานล้วนปกคลุมไปด้วยอากาศอันหนาวเหน็บ

แม้ว่าอากาศอันเหน็บหนาวนี้แลเหมือนช่างแผ่วเบา แต่หากเอียจื่ออวิ๋น โจมตีอากาศอันเหน็บหนาวนี้จะแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปเป็นใบมีดน้ำแข็งต่อกรศัตรู

เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้าเนี่ยลี่เผยยิ้มเล็กน้อย  การผสานระหว่างเอียจื่ออวิ๋นและราชินีวายุเหมันต์  กำลังก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง จากกระแสลมอันเย็นเยือกที่แผ่ออกมา เนี่ยลี่สามารถรู้สึกได้เลยว่า เอียจื่ออวิ๋นนี้ มีทักษะที่ใช้ในการต่อสู้ไม่น้อยกว่าสองอย่าง  ซึ่งความสามารถทั้งสองอย่างนั้นถูกนางบ่มเพาะ จนถ้าตอนนี้เจอกับร่างทรงอสูรระดับโกลด์ ขั้นสามดาว ก็มิสามารถต่อกรกับนางได้

เมื่อเนี่ยลี่ก้าวเดินเข้าไปหาเอียจื่ออวิ๋น  ก็รู้สึกถึงแรงพลังวิญญาณที่เปลี่ยนไปจากเดิมของนาง


            ณ มุมของตึกหลังเล็ก  ภาพของชายผู้หนึ่งยืนนิ่งแสงจันทร์สาดส่องกระทบฉายให้เห็นใบหน้าของบุรุษผู้หนึ่งนั่นคือบิดาของเอียจื่ออวิ๋น นั่นคือเอียเซิ่งนั่นเอง

เอียเซิ่ง ในขณะนี้นั้นมิสามารถที่จะสงบอารมณ์อันพลุ่งพล่านของเขาให้เย็นลงได้  มาซักระยะเวลาหนึ่งแล้ว


ก่อนหน้านี้เขารู้สึกว่าเอียจื่ออวิ๋น บ่มเพาะพลังได้สูงขึ้นในช่วงเวลาไม่นาน  นอกจากนี้เขามิรู้ว่า นางได้รับราชินีวายุเหมันต์มาจากที่ใด 


เขาไม่เคยคาดคิดว่าเอียจื่ออวิ๋นจะบ่มเพาะพลังวิญญาณได้อย่างรวดเร็ว ในกาลก่อน  เขาเคยปล่อยปละละเลยนาง เนื่องจากว่านางนั้นมิได้สืบทอดความเป็นอัจฉริยะเหมือนดังเช่นเขา ถึงนางจะมีทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกฝนจำนวนมหาศาล  

แต่นางยังมิสามารถขึ้นเป็นระดับบรอนซ์ ขั้นหนึ่งดาวได้ แต่ก็นับว่านางจะเก่งมากเมื่อเทียบกับคนทั่วไป แต่สำหรับลูกสาวเจ้าเมืองนั้น แค่นี้นับว่ายังไม่เพียงพอ

     
        แต่ในเวลานี้   เอียจื่ออวิ๋นบ่มเพาะพลังได้เร็วจนน่ากลัว  ดูจากพลังวิญญาณที่แผ่ออกมา  เอียเซิ่งสามารถบอกได้ว่าตอนนี้ เอียจื่ออวิ๋นนั้นบ่มเพาะพลังถึงระดับซิลเวอร์ขั้นห้าดาวแล้ว  นอกจากนี้ ดวงจิตอสูรราชินีวายุเหมันต์ที่เอียจื่ออวิ๋น ผสานอยู่นั้นดูเหมือนว่ามันจะแข็งแกร่งกว่าดวงจิตอสูรราชินีวายุเหมันต์ทั่ว ๆ ไป  ถ้าเกิดมีการต่อสู้ขึ้น แม้ว่าจะเป็นร่างทรงอสูรระดับโกลด์ขั้นหนึ่งดาวก็ไม่สามารถต่อกรกับนางได้

เอียเซิ่งรู้สึกสับสนยิ่งนัก แม้ว่าเขาจะมีงานมากมาย จนไม่สามารถจะพบลูกสาวของเขา โดยต้องใช้เวลากว่าสองเดือนในการทำงาน  เขายังคงกังวลเป็นห่วงเป็นใยเอียจื่ออวิ๋นมากนัก  เขาทราบข่าวการบ่มเพาะพลังของนางจากป้าเซี่ยผู้คอยดูแลใกล้ชิดจื่ออวิ๋น   เมื่อไม่นานานมานี้นางไม่น่าจะมีพลังเกินระดับบรอนซ์  ทำไมช่วงเวลาสั้น ๆ ใช่นั้น นางจึงบ่มเพาะพลังถึงระดับซิลเวอร์ขั้นห้าดาวได้?

นี่คือสิ่งท้าทายที่อยู่นอกเหนือขีดจำกัดของความรู้ของเขา

พรสวรรค์ที่บ่มเพาะพลังได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ แม้กระทั่งเขายังต้องอับอายในตัวเองนัก  เมื่อเขายังต้องใช้เวลาหลายปีในการเลื่อนจากระดับบรอนซ์ขั้นหนึ่งดาวจนกลายมาเป็นระดับเงินขั้นห้าดาวได้


สิ่งที่ทำให้เขาตกใจมากยิ่งกว่าก็คือ  ในหมู่ของดวงจิตอสูรราชินีวายุเหมันต์นั้น  มีพลังมากมายและหายากยิ่ง ในเมืองกลอรี่มีจำนวนอยู่เพียงไม่กี่สิบตนเท่านั้น  และยังไม่ต้องพูดถึงเอียจื่ออวิ๋น  ที่มีราชินีวายุเหมันต์ที่แข็งแกร่งกว่าตนอื่น โอกาสที่จะได้พบดวงจิตอสูรที่มีประสิทธิภาพสูงส่งถึงเพียงนี้เพียงหนึ่งในล้านเท่านั้น

ในขณะเดียวกันกับความรู้สึกตกใจ  เขาก็มีความรู้สึกยินดีเกิดขึ้นกับเอียจื่ออวิ๋นด้วย ไม่มีผู้ใดที่เข้าใจสถานการณ์ของเมืองกลอรี่ได้ดีเท่าเขา  ทุก ๆ เวลา ทุก ๆ วินาที ล้วนมีภยันตรายคอยล้างผลาญเมืองแห่งนี้อยู่ตลอดเวลา  เขาคิดถึงสถานการณ์ของเมืองกลอรี่แห่งนี้อยู่อย่างต่อเนื่องจนเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถนอนหลับได้สนิท  


เขาได้สนับสนุนทุกอย่าง   โดยปราศจากข้อจำกัดให้กับเมืองกลอรี่แห่งนี้  เพื่อที่จะให้ตระกูลของเขา และประชากรในเมืองกลอรี่รู้สึกปลอดภัย ในฐานะที่เป็นธิดาของเจ้าเมืองนั้น  แม้มีหลายคนคอยจะปกป้องนางแต่นางสามารถปลอดภัยอย่างแท้จริงได้ก็ต่อเมื่อ   นางนั้นบ่มเพาะพลังจนแข็งแกร่ง

เขานั้นมีความสุขเป็นอย่างมากที่ เอียจื่ออวิ๋น นั้นสามารถบ่มเพาะพลังได้เร็วถึงเพียงนี้  เมื่อเขาคิดถึงแม่ของนาง ขอบตาอันเหี่ยวย่นก็มีหยดน้ำตาหลั่งออกมาเล็กน้อย



หลังจากที่เกิดเรื่องกับเนี่ยลี่ในก่อนหน้านี้  ความอึดอัดระหว่างพ่อและลูกสาวยังมิได้รับการแก้ไข  พวกเขามิได้พูดกันมาเป็นระยะเวลานาน เขาเตรียมการที่จะเข้าไปสนทนากับเอียจื่ออวิ๋น เพื่อที่จะรู้เรื่องราวหลายอย่างเกี่ยวกับลูกสาวของเขา เมื่อเขาย่างก้าวออกไปนั้น  ภาพที่เห็นอยู่ในสายตาคือ เนี่ยลี่กำลังเดินตรงไปหาเอียจื่ออวิ๋น  เอียเซิ่งถึงกับหน้ามืดไปเลยทันทีพร้อมกับถอนใจเลยทีเดียว


ตอนที่เนี่ยลี่เปลือยกายอยู่ในห้องของเอียจื่ออวิ๋นนั้น คงไม่สามารถยกโทษให้ได้  ถ้าไม่มีคนหนุนหลังเนี่ยลี่  เอียเซิ่งคงจะโจมตีเนี่ยลี่จนกระแทกผนังตายไปแล้วในตอนนั้น  เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เขายังถูกเนี่ยลี่เอาเรื่องค่ายกลหมื่นอสูรมาบังคับขู่เข็ญอีกด้วย


เพื่อประโยชน์โดยรวมของเมืองกลอรี่แล้วเอียเซิ่ง ไม่มีทางเลือกที่จะถอยหลังอีกแล้ว  จึงต้องปล่อยให้เนี่ยลี่อยู่ที่นี่  อย่างไรก็ตามเพื่อรับประกันว่าจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับนาง  เอียเซิ่งจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่นี่เพื่อคอยจับตาดูเนี่ยลี่  เขามีอาการคันเท้าอยากเตะเนี่ยลี่ให้กระเด็นออกไปให้ไกลเป็นที่สุด  ถึงแม้ว่าเขาจักโกรธจัดแต่ก็สามารถระงับมันได้  เพราะการสร้างค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรทั้งหมดยังคงต้องการให้เนี่ยลี่เป็นผู้ลงมือจัดการ

 “ข้าจะคอยจับตาดูว่าเจ้ามีแผนการใด ถ้าเจ้ากล้าที่จะทำสิ่งใดจื่ออวิ๋น ถึงแม้จะมีความเสี่ยงที่จะทำให้ไม่ได้ค่ายกลหมื่นสัตว์อสูร  ข้าก็จักจัดการเจ้า”  เอียเซิ่งคิดด้วยความโกรธ


   เอียจื่ออวิ๋นนั้นดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับรู้การปรากฏตัวของเอียเซิ่ง   เพราะว่าเขานั้นเป็นถึงร่างทรงอสูรระดับแบล็คโกลด์  เมื่อเขาตั้งใจปกปิดตัวเองก็เป็นเรื่องที่ยากอย่างมากที่จักตรวจจับพบ 

เมื่อรู้สึกว่ามีบางคนเข้ามาใกล้ เอียจื่ออวิ๋นก็ขยับตาเล็กน้อยแล้วลืมตาของนางขึ้น

 “เจ้าเองหรือ..........” เมื่อเจอเนี่ยลี่มิรู้ว่าทำไมนางจึงรู้สึกหัวใจเต้นระรัว แก้มของนางแดงเปล่งเป็นดั่งคำบอกใบ้ให้ทราบได้เป็นอย่างดี  ความขี้อายของนางนั้นทำให้ช่างดูมีเสน่ห์เป็นยิ่งนัก

 “สวัสดี ยามค่ำคืน”  เนี่ยลี่หัวเราะ พร้อมขยิบตาไปทาง เอียจื่ออวิ๋น

“เจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุใดกัน.......” เอียจื่ออวิ๋นก้มหน้าลง ไม่กล้าสบสายตาเนี่ยลี่ นางไม่รู้ว่าจักต้องทำสิ่งใดต่อไปหลังจากนั้น  เนี่ยลี่ปรากฏตัวทำให้นางหวั่นไหว  นอกจากนี้มันเป็นช่วงเวลากลางคืน เด็กชาย และเด็กหญิงอยู่ด้วยกันเพียงลำพังในสวน    เอียจื่ออวิ๋นไม่กล้าเข้าไปในตำหนักของนาง เพราะเกรงว่าเนี่ยลี่จะตามเข้าไปด้านใน  การติดต่อพูดคุยกันในสวนนางยังพอที่จะยอมให้เป็นไปได้บ้างเล็กน้อย 


เนี่ยลี่หยุดการก้าวย่าง  เมื่ออยู่ห่างราวสามเมตร จากเอียจื่ออวิ๋น เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากบริเวณมุมหนึ่งของสวนแห่งนี้  จนทำให้เขามิสามารถที่จะยิ้มออกมาได้เลย  ถึงแม้ว่าเอียเซิ่งสามารถปกปิดกลิ่นอายที่แผ่ออกมากับ เอียจื่ออวิ๋นได้  แต่ไม่สามารถหลบพ้นจากเนี่ยลี่ไปได้

          “ข้าทานอาหารเสร็จจึงออกมาเดินเล่น เห็นเจ้ากำลังฝึกฝนอยู่  ข้าก็เดินมาหาเท่านั้น” เนี่ยลี่กล่าวทั้งรอยยิ้ม


    เอียจื่ออวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองมายังเนี่ยลี่ แล้วก้มหน้าลงอีกครั้งจากนั้นก็ถอนหายใจอย่างรุนแรงและกล่าวว่า “เนี่ยลี่ข้ามิรู้ว่าเจ้าใช้วิธีใด โน้มน้าวให้ท่านลุงเอียซิวนำเจ้ามาอยู่ที่นี้ แต่ไม่ว่าเรื่องอะไร ข้าจะมิยอมให้เจ้าพบอีกต่อไปแน่”

          “อะไรกัน.......เจ้าไม่ต้องการพบข้าอีกแล้วหรือ?” เนี่ยลี่แสดงสีหน้าให้เห็นถึงความเศร้าใจ  “เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เด็กในตระกูลสูงส่งเช่นเจ้าคงไม่ต้องการที่จะเป็นสหายกับสามัญชนเช่นข้า”

          “นั่นไม่ใช่สาเหตุ......”เมื่อเห็นกิริยาของเนี้ยหลี่ เอียจื่ออวิ๋นก็โบกมือส่ายไปมาและอธิบายไปตามหัวใจของนาง  เพราะนางไม่ต้องการให้เนี่ยลี่เข้าใจผิด 

            “เนี่ยลี่แม้ว่าเจ้าจะเป็นคนที่ดูแปลกอยู่บ้าง........แต่มีความซื่อตรง  ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นบุคคลเช่นนั้น  ไม่ว่าจะเป็นข้าหรือสหายคนอื่น ไม่เช่นนั้นแล้วเจ้าคงจะมิยอมช่วยเหลือข้าเช่นนี้  แม้ว่าเจ้าโดยปกติมักจะทำให้ข้ารำคาญเป็นประจำ การที่ข้าไม่พบเจ้าไม่ใช่เพราะความเกลียดชัง กลับตรงกันข้าม ข้านั้นยังหวังให้เจ้ามาสร้างความรำคาญให้ข้าอีกด้วย

นั่นก็เพราะว่าสาถานที่ใหญ่โตอย่างตำหนักเจ้าเมืองแห่งนี้   ข้ามักจะรู้สึกเหงามากมีเพียงป้าเซี่ย ที่สามารถพูดคุยด้วยได้  ครั้งหนึ่งข้ามีสหายที่ดีอย่างหนิงเอ๋อ แต่หลังจากนั้นนางก็ไม่ได้มาที่นี่อีกเลย  เจ้าคือสหายคนที่สองของข้า”

 “แต่เจ้าต้องเข้าใจเรื่องนี้  บิดาของข้าจักมิยอมปล่อยให้เราอยู่ด้วยกันอย่างแน่นอน” เอียจื่ออวิ๋นเอื้อนเอ่ยอย่างเศร้าสร้อย

เนี่ยลี่ชำเลืองตาไปยังมุมที่ไกลออกไป ถอนหายใจพร้อมทั้งกล่าววาจา “ ข้าต้องบอกว่า เอียเซิ่งนั้นไม่มีสมบัติในการเป็นพ่อ เขาปล่อยให้เจ้าอยู่อย่างโดดเดี่ยวในตำหนักแห่งนี้เพียงลำพัง  เจ้าต้องใช้ชีวิตอยู่ผู้เดียวและมิยอมให้เจ้ามีสหายพูดคุย  เขาไม่สมควรที่จักเป็นพ่อ”


เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้นของเนี่ยลี่ “เอียเซิ่ง ได้แต่ยืนนิ่งในเงามืดหาได้โกรธแม้แต่น้อย  เขากลับมีเพียงความเจ็บปวดและเศร้าอยู่ในดวงตาของเขา

 “เนี่ยลี่ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเอ่ยเกี่ยวกับบิดาของข้า  เขานั้นไม่มีทางเลือกเพื่อเมืองกลอรี่  การตัดสินใจทุกอย่างของท่านก็เพื่อความปลอดภัยของเมืองกลอรี่ ท่านต้องวุ่นวายกับเรื่องราวต่าง ๆ ในแต่ละวัน จนไม่สามารถดูแลข้าได้  ข้าต้องตั้งใจฝึกฝนจนกลายเป็นร่างทรงอสูรที่แข็งแกร่งจึงจะช่วยแบ่งเบาภาระของท่านพ่อได้ ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะพยายามอย่างหนักเท่าใด   การบ่มเพาะพลังของข้าจักเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ  ต้องขอบคุณเจ้า....”เอียจื่ออวิ๋น  มองเนี่ยลี่ด้วยความทราบซึ้งใจในบุญคุณ นางจักใช้ทุกสิ่งตอบแทนเขาแก่เขา


เมื่อรู้สึกได้ว่าเอียจื่ออวิ๋นจักพูดบางสิ่งที่มิสมควรออกมา  เนี่ยลี่โบกมือไปมาพร้อมกล่าว “เราไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้อีกต่อไป เอียเซิ่งเป็นพ่อของเจ้า เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่เจ้าจักต้องฟังเขา  หลังจากที่เขาทำร้ายข้าจนบาดเจ็บ  ข้ายังมีเรื่องที่ต้องสะสางกับเขา เมื่อเห็นใบหน้าเจ้า  ข้าจักมิยอมเอาความเรื่องนี้”

เอียเซิ่งมีอารมณ์ตื้นตันใจหลังจากได้ยินคำพูดของเอียจื่ออวิ๋น แต่หลังจากได้ยินคำพูดเนี่ยลี่ เขาก็รู้สึกไม่พอใจในทันที  ใครกันแน่ที่ต้องชำระกับใคร?  เจ้าอยู่ในห้องลูกสาวข้าด้วยร่างกายที่เปลือยเปล่า  เจ้ายังมีบางสิ่งต้องมาชำระกับข้าอีกหรือ?


เอียเซิ่งสามารถพิจารณาได้จากประสบการณ์เห็นได้ชัดเลยว่าเนี่ยลี่ช่างเป็นคนไร้ยางอายยิ่งนัก

เนี่ยลี่ยิ้มแล้วกล่าว  “ข้าจะอยู่ที่นี้อีกสักพักเจ้าไม่ต้องกังวลใด ๆ   พ่อของเจ้าจักมิทำสิ่งใดกับข้าแน่เขายังต้องการให้ข้าช่วยก่อสร้างค่ายกลหมื่นสัตว์อสูร  เพื่อค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรเขาแลกเปลี่ยนเจ้าให้ข้าแล้ว”

 “ค่ายกลหมื่นสัตว์อสูร  มันคือสิ่งใดกัน?”  เอียจื่ออวิ๋นเบิกตาของนางจนลุกโพลงใส

เนี่ยลี่กล่าวว่า “ค่ายกลหมื่นสัตว์อสูร นี้จักสร้างจากหมื่นสัตว์อสูรระดับแบล็คโกลด์ ตามรูปแบบแปลนในจารึก เมื่อลงมือสร้างเสร็จ เมื่อเปิดใช้งานค่ายกลหมื่นสัตว์อสูร จะสามารถหยุดการโจมตีจาก ร่างทรงอสูรระดับตำนานได้เป็นนับสิบคน

 “เช่นนี้นี่เอง”  เอียจื่ออวิ๋น ยืนนิ่งชั่วครู่แล้วพูดขึ้นมา

 “มิแปลกใจเลยทำไมท่านพ่อของข้าจึงยอมรับ.............”

          “ถ้าเจ้าได้เห็นสีหน้าที่แท้จริงของบิดาเจ้า เพื่อเมืองกลอรี่แล้วเขายินดีที่จะทำทุกสิ่ง” เป็นที่แน่นอนว่าเนี่ยลี่ มิยอมที่จะลืมปั่นหัวเล็ก ๆ น้อย ๆ กับเอียเซิ่งที่หลบซ่อนตัวอยู่และยังแอบยิ้มอย่างวายร้ายอยู่ภายในใจ


เมื่อได้ยินคำพูดของเนี่ยลี่  ความวิตกกังวลก็พลันปรากฏขึ้นปกคลุมบนใบหน้าเอียเซิ่ง ในความเป็นจริงแล้วเขาจักมิยอมขายลูกสาวเป็นแน่ 

แต่สำหรับเรื่องค่ายกลหมื่นอสูร เขาจะแสดงและอธิบายให้เอียจื่ออวิ๋นฟังด้วยตัวของเขาเอง  แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเอียจื่ออวิ๋นเคร่งขรึม  นางเงยหน้าขึ้นและเอ่ยวาจาเคร่งเครียดจริงจัง  


เนี่ยลี่ถ้าเจ้าสามารถสร้างค่ายกลหมื่นสัตว์อสูร ให้เมืองกลอรี่ปลอดภัย  เจ้าจักมีผลงานอันมิอาจประมาณได้  เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วถ้าท่านพ่อของข้า......ข้าจักมิบ่นอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าพักในตำหนักของข้าถ้า......ถ้ามันหมายถึงการที่ต้องเป็นผู้หญิงของเจ้า  ข้าก็จักตกลงรับมัน” เอียจื่ออวิ๋น แก้มแดงขึ้นเล็กน้อย แต่สีหน้านั้นแลเห็นได้ถึงความจริงจัง

เนี่ยลี่แลมายังเอียจื่ออวิ๋น เขาก็มีความรู้สึกอบอุ่นภายในหัวใจ   พ่อและลูกสาวช่างเหมือนกันนัก  เพื่อเมืองกลอรี่พวกเขายอมที่จักเสียสละตัวเอง เนี่ยลี่หัวเราะพร้อมทั้งเอ่ยว่า  “ เจ้ากล่าวสิ่งใดออกมา  เจ้าไม่สามารถกลับคำได้นะ”.......จบตอน









เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง