test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

8 ก.พ. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 107 ข้าไม่ทำฟรีๆหรอกนะ



          สายตาของเอียซิ่วพุ่งไปยังเนี้ยหลี่ สอดส่องสำรวจไปทั่ว เด็กหนุ่มตรงหน้าน่ะหรือ ที่มีข่าวลือว่าทรงปัญญาและถูกเรียกว่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์? นอกจากความเป็นผู้ใหญ่นิดหน่อยแล้ว มันยังไม่เห็นว่าเด็กนี่จะพิเศษอันใด


เวลานั้นเอง ก็มีนกเหล็กตัวหนึ่งกระพือปีกร่อนลงเกาะไหล่เนี้ยหลี่


    แม้ว่านกตัวนี้จะมีร่างกายทำจากเหล็ก แต่แววตากลับใสกระจ่างราวกับสามารถมองทะลุได้ทุกสิ่ง ทั้งยังเต็มไปด้วยสติปัญญา สายตานั้นจับจ้องมายังอี้ซิ่ว


"นั่นมันหุ่นเชิดวิญญาณนี่!!"



  เอียซิ่วลอบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ จากการติดตามท่านเจ้าเอียมัวมาหลายปี ทำให้มีความรู้รอบตัวมากมาย แม้ว่าจะเคยได้ยินเรื่องหุ่นเชิดวิญญาณ แต่ยังไม่เคยพบกับตัวมาก่อน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องวิธีการสร้างเลย


มีเพียงผู้สร้างหุ่นเชิดวิญญาณเท่านั้นที่เป็นนายมันได้


       
      เมื่อเนี้ยหลี่มีหุ่นเชิดวิญญาณ ก็ต้องหมายความว่ามันเป็นผู้สร้างหุ่นตัวนี้เอง แต่วิธีการสร้างหุ่นเชิดนี้หายสาบสูญไปนานมากแล้ว เนี้ยหลี่สร้างมันได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น หุ่นเชิดวิญญาณของเนี้ยหลี่กลับแตกต่างจากหุ่นเชิดวิญญาณที่ระบุไว้ในตำนาน มันกลับไม่มีแววตาปกคลุมด้วยม่านหมอก แววตาใสกระจ่างที่ปรากฏนี้บ่งบอกชัดว่าวิญญาณภายในนั้นต้องทรงภูมิความรู้มากแน่



      หากเป็นวัยรุ่นทั่วไปล่ะก็ คงจะขวัญหนีดีฝ่อแน่ หากทราบว่าบุคคลหมายเลข 3 ของตระกูลวายุเหมันต์มาเยือน แต่เนี้ยหลี่กลับเพียงแค่มองมันด้วยสายตาเยือกเย็น นั่นทำให้มันตกตะลึง



เอียซิ่วเริ่มสงสัยที่มาของเด็กหนุ่มตรงหน้ามันแล้ว



    "ข้าได้ยินว่ามีเด็กที่ทรงภูมิปัญญาในนครเรืองโรจน์ ข้าจึงมาดูให้เห็นกับตาเสียหน่อย เอียซิวพูดพลางยิ้มบาง มันไม่โกรธเคืองท่าทางของเนี้ยหลี่เลย ในเมื่อผู้อาวุโสเอียซิ่วมาด้วยตัวเอง คงไม่ใช่เหตุผลพื้นๆ แบบนั้นแน่"



เนี้ยหลี่พูดง่ายๆ


  เด็กนี่อายุ 13-14 ปีจริงหรือนี่ เหตุใดจึงฉลาดราวกับสัตว์ประหลาดเช่นนี้


เอียซิ่วจัดท่าทางของตน มันไม่สามารถแสร้งปฏิบัติกับเนี้ยหลี่เหมือนเด็กทั่วไปได้อีก จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า



    "ข้าขอถามอะไรสักหน่อย"



      เดิมทีเนี้ยหลี่เข้าใจว่าเอียเซิ่ง ส่งเอียซิวมาเพื่อถ่ายทอดคำพูด เพราะเห็นชัดอยู่ว่าเอียเซิ่งไม่อยากพบหน้ามัน แม้ว่าเนี้ยหลี่ยัง  ระมัดระวังเอียซิ่วอยู่ แต่เมื่อเป็นคำขอร้องจากเอียซิ่วเอง เนี้ยหลี่ยอมช่วยเหลือ จะอย่างไรก็ตามเอียซิ่วก็เป็นถึงบุคคลสำคัญลำดับที่ 3 ของตระกูลวายุเหมันต์ ลุงของจืออวิ้น



    "ผู้อาวุโสเอียซิ่ว โปรดบ่งบอก ข้าจะตอบทุกสิ่งที่ข้าทราบ ท่านเป็นลุงของจืออวิ้น ก็เหมือนกับเป็นลุงของข้าด้วย"


เนี้ยหลี่พูดพลางทุบอกตัวเองเบาๆ



     พอเอียซิ่วได้ฟังที่เนี้ยหลี่พูด ก็อดมุมปากขยับไม่ได้ มันเข้าใจได้ในทันทีว่าเหตุใดเอียเซิ่งถึงได้ขุ่นเคืองเด็กชายนี่ เนี้ยหลี่เป็นเพียงเด็กชาย ยังไม่ทันเติบใหญ่ก็มุ่งหวังจืออวิ้นเป็นภรรยาแล้ว?



  "อะแฮ่มๆ" เอียซิ่วกระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะหยิบหนังสืออกมาแล้วพูดว่า



"เนี้ยหลี่ ขณะที่ท่านเจ้าเอียมัวและข้าออกเดินทาง พวกเราก็พบสิ่งนี้ เจ้าช่วยดูทีว่ามันคืออะไร?"



  ทันทีที่เอียซิ่วหยิบหนังสือออกมา เนี้ยหลี่ก็รู้สึกถึงพลังวิญญาณอันบริสุทธิ์




สิ่งนี้แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่สิ่งของธรรมดาทั่วไป


     ข้าขอดูหน่อย" เนี้ยหลี่ขมวดคิ้วเล็กๆ มันรับหนังสือจากเอียซิ่วอย่างระมัดระวังแล้วเริ่มตรวจสอบ
ในหนังสือทุกๆ หน้าเขียนไว้ด้วยถ้อยคำแปลกประหลาด รูปวาดและรูปแบบลวดลายอาคม แล้วยังเป็นการเขียนที่ประณีต บรรจงมากเสียด้วย


   หุ่นเชิดวิญญาณบนไหล่เนี้ยหลี่จ้องไปที่หนังสืออย่างไม่วางตา


  "อะไรเนี่ย? ดูเหมือนภาษายุคอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เลย"


    หุ่นเชิดวิญญาณบนไหล่เนี้ยหลี่พูดภาษามนุษย์ นั่นถึงกับทำให้เอียซิ่วแตกตื่น


     หุ่นเชิดวิญญาณนี้พูดได้ด้วย? เอียซิ่วต้องไม่เชื่อแน่ว่าหุ่นเชิดวิญญาณนี้จะผนึกวิญญาณของหนึ่งในห้าผู้ก่อตั้งนครเรืองโรจน์ บรรพชนผู้ก่อตั้งเอียหยาน


     "ยังจะอวดฉลาดอีก นี่ไม่ใช่ภาษายุคอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ ถึงมันจะเป็นภาษาที่มีรากฐานเป็นภาษายุคอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็เถอะ แต่นี่เป็นภาษายุคอาณาจักรภุมพฤกษ์ปรากฏอยู่ในช่วงหลังการล่มสลายของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์" เนี้ยหลี่แก้ไขให้


   
   "นั่น...อย่างน้อยข้าก็เดาถูกสักแปดเก้าส่วน...." เอียหยานประท้วงเสียงละห้อย


    อาศัยอะไรบอกว่าท่านเดาได้แปดเก้าส่วน? ท่านรู้หรือเปล่าว่านี่เป็นหนังสืออะไร?" เนี้ยหลี่กลอกตาอย่างระอา



   น่าจะเป็นพวกวิชาควบคุมวิญญาณอสูร ลายอาคมนี่สมควรใช้สำหรับควบคุมวิญญาณอสูรแล้ว" เอียหยานพูด แอบภูมิใจในภูมิความรู้ของตน


เนี้ยหลี่กลับเย้ยหยันเอียหยานว่า



    ข้าว่าท่านเดาได้แค่สองถึงสามส่วนเท่านั้น ไม่รู้อะไรแล้วยังมีหน้ามาภูมิใจ ที่พูดมาไม่ได้ต่างกับไม่รู้อะไรเลย"


     นั่นนับว่าเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ สมัยเมื่อยังมีชีวิต เอียหยานโด่งดังในฐานะสารานุกรมเดินได้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเนี้ยหลี่ มันกลับไม่ต่างกับคนตัวเปล่า ได้แต่ก้มหน้าหุบปากเท่านั้น



      พอได้ยินการโต้ตอบกันของเนี้ยหลี่กับเอียหยาน เอียซิ่วต้องหลั่งเหงื่อโทรมกาย หุ่นเชิดวิญญาณที่สามารถดูออกได้สองสามส่วนนับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว ตอนที่มันกับเอียมัวดูหนังสือเล่มนี้ ในหัวกลับขาวโพลนว่าเปล่า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนังสือเล่มนี้มีความสามารถทำอะไรได้



    ยิ่งเมื่อหุ่นเชิดวิญญาณจะนับว่าย่ำแย่เมื่อเทียบกับเนี้ยหลี่ มิใช่เป็นการบอกว่ามันและเอียมัวเทียบไม่ได้แม้แต่กับหุ่นเชิดวิญญาณที่ย่ำแย่หรอกหรือ? เอียซิ่วถึงกับใบหน้าร้อนผ่าว


เนี้ยหลี่เห็นเอียซิ่วทำหน้าเหมือนอับอายจนอยากจะขุดหลุมฝังตัวเองก็พูดขึ้นว่า


    ผู้อาวุโสเอียซิ่ว ข้าไม่ได้หมายความถึงท่าน"


  
   ได้ยินเนี้ยหลี่พูดแบบนั้น เอียซิ่วยิ่งอยากเอาหัวชนกำแพงตายจริงๆ



      ข้าไม่รู้ว่าผู้อาวุโสเอียซิ่วไปเอาหนังสือเล่มนี้มาจากไหน แต่หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ท่านต้องดูแลมันให้ดีที่สุด หนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกค่ายกลนามว่า ค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรกาย ใช้สำหรับควบคุมสัตว์อสูรชั้นเหล็กนิลหรือสูงกว่า จำนวนหนึ่งพันจนถึงหนึ่งหมื่นตัว สร้างเป็นสุดยอดค่ายกลขึ้นมา แม้แต่ยอดฝีมือระดับร่างทรงอสูรชั้นตำนานหากถูกกักอยู่ในค่ายกลนี้ ได้แต่รอรับการเชือดเฉือนถ่ายเดียว"



เนี้ยหลี่พูดหลังจากที่ปิดหนังสือแล้วส่งคืนอี้ซิว



   เมื่อเอียซิ่วและเอียหยานได้ยิน ทั้งคู่ได้แต่ลอบสยิวกายอย่างหนาวเหน็บแม้แต่ยอดฝีมืออย่างร่างทรงอสูรระดับตำนานหากถูกกักอยู่ในค่ายกลนี้ ได้แต่รอรับการเชือดเฉือนถ่ายเดียวอย่างนั้นหรือ? ค่ายกลนี้น่าหวาดกลัวเกินไปแล้ว



     เอียหยานต้องลอบทอดถอนใจ จากที่เห็นรูปแบบของลวดลายอาคมแล้ว มั่นใจว่าเนี้ยหลี่กล่าวไม่ผิด ยามนี้สายตาที่มันมองเนี้ยหลี่นับว่าดีกว่าเดิม เด็กน้อยนี่จดจำได้กระทั่งภาษาสมัยอาณาจักรภุมพฤกษ์ ยิ่งกว่านั้นยังสามารถมองออกได้ว่าหนังสือเล่มนี้มีไว้ทำอะไร เพียงเรื่องนี้ก็นับว่าภูมิความรู้ของเนี้ยหลี่แซงหน้ามันไปไกลแล้ว


    ช่างน่าขันนักที่มันมัวแต่ประโคมโหมอวดโอ่ภูมิปัญญาของตน เมื่อคิดย้อนดูแล้ว กลับเป็นเรื่องน่าอับอายประการหนึ่ง


   เอียซิ่วรับหนังสือจากมือเนี้ยหลี่ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า


  หากค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรกายนี้ วางไว้ใกล้เคียงจวนเจ้าเมืองเล่า?"


   ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถบุกฝ่าเข้าไปในจวนเจ้าเมืองได้เด็ดขาด ต่อให้ยอดฝีมือระดับร่างทรงอสูรชั้นตำนานสักโหลนึงก็ยังนับว่าเป็นไปไม่ได้"


    เนี้ยหลี่พูดโดยไม่ขบคิด ค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรกายนี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ต่อให้ผู้เดินค่ายกลใช้วิธีการพื้นฐานที่สุดของค่ายกล ก็ยังสามารถต้านทานยอดฝีมือระดับร่างทรงอสูรชั้นตำนานได้หลายคน แต่หากข้าปรับปรุงพัฒนาความลึกล้ำของค่ายกลเข้าไปอีกขั้นล่ะก็ ค่ายกลใหม่จะทรงอำนาจมหาศาลขนาดจินตนาการไม่ออกทีเดียว


   ได้ฟังคำเนี้ยหลี่ เอียซิ่วถึงกับสับสนชั่วขณะหลุดปากถามว่า "จริงหรือ?"


เนี้ยหลี่พยักหน้าแล้วตอบกลับว่า "สิ่งที่ข้าพูดเป็นจริงทุกประการ


   ถ้าเช่นนั้น เจ้าสามารถจัดตั้งค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรกายนี้ได้หรือไม่?"



   เอียซิ่วถาม ข้างใต้จวนเจ้าเมืองมีพื้นที่ใต้ดินขนาดใหญ่ขนาดที่สามารถจุคนได้ทั้งเมือง หากสามารถตั้งค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรกายนี้รอบจวนเจ้าเมืองได้ ต่อให้นครเรืองโรจน์เผชิญวิกฤต ยังสามารถรักษาชีวิตผู้คนไว้ได้


      
      จริงอยู่ ข้าสามารถตั้งค่ายกลได้ แต่การจัดตั้งค่ายกลหมื่นสัตว์อสูรกายจำเป็นต้องใช้เวลาในการจัดตั้งมหาศาล ทั้งวัสดุที่ใช้ก็หายาก ข้าจำเป็นต้องใช้วิญญาณอสูรระดับทองคำดำกว่าหมื่นตัวทีเดียว"


  เนี้ยหลี่ส่ายหัวแล้วพูดต่อว่า "แล้วข้าก็ยังต้องฝึกพลังวิญญาณอยู่"


   เรื่องวิญญาณอสูรชั้นเหล็กนิลหมื่นตัวไม่เป็นปัญหา ต้องใช้เวลาในการตั้งค่ายกลเท่าใด?"


   เอียซิ่วถาม ด้วยค่ายกลความยิ่งใหญ่ของค่ายกล สมควรใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสิบยี่สิบปี ต่อให้เป็นเช่นนั้น ก็ยังนับว่าคุ้มค่าที่จะเตรียมจัดตั้งเอาไว้ ตราบใดที่สามารถตั้งค่ายกลได้ ไม่ว่าจะมีค่าใช้จ่ายเท่าใด ก็นับว่าคู่ควร นี่เป็นดั่งเครื่องรางช่วยชีวิตแท้ๆ


  เนี้ยหลี่ครุ่นคิดชั่วขณะ ก่อนจะตอบว่า "ข้าต้องการเวลาสองเดือนเต็ม"


  "วะ....ว่ากระไร? สองเดือน?" เอียซิ่วโพล่งออกมา ลืมการวางตัวโดยสิ้นเชิง เข้าใจว่าตัวเองหูฝาดได้ยินผิดไป


เนี้ยหลี่เงยหน้าขึ้น ขมวดคิ้วถามว่า "มีอะไรหรือ?"


       ค่ายกลที่ทรงอำนาจขนาดนี้ ต่อให้เนี้ยหลี่ใช้เวลาตั้งค่ายกลสิบปี เอียซิ่วยังไม่คิดว่ายาวนานเกินไป แต่มันกลับบอกว่าใช้เวลาเพียงสองเดือนเท่านั้น? สองเดือนก็ได้เครื่องมือช่วยชีวิตสำหรับนครเรืองโรจน์ทั้งเมืองแล้ว? เพียงแค่คิดเอียซิ่วก็ตื่นเต้นมากแล้ว


 เอียซิ่วประสานมือในท่าคารวะกล่าวว่า


   ในฐานะตัวแทนของจวนเจ้าเมือง ข้า เอียซิ่ว ขอร้องให้เจ้าช่วยจัดตั้งค่ายหมื่นสัตว์อสูรกายด้วย"
ปรามาสว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้ามันตอนนี้เป็นเพียงเด็กชายอายุ 13-14 ปี แต่เวลานี้ มันไม่อาจตอบต่อเนี้ยหลี่เช่นเด็กชายทั่วไปได้


เนี้ยหลี่ยักไหล่พูดว่า "ข้าไม่ว่าง"


  "ไม่ว่าง?" เอียซิ่วมึนงงชั่วขณะก่อนจะพูดว่า "เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของนครเรืองโรจน์ ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของเมือง เหตุใด...."


ก่อนที่เอียซิ่วจะพูดจบ เนี้ยหลี่ก็กล่าวแทรกว่า



   "จริงของท่าน ข้าเป็นสมาชิกคนหนึ่งของนครเรืองโรจน์ แต่ข้าไม่มีหน้าที่จะต้องช่วยเหลือจวนเจ้าเมืองในเรืองนี้ จริงหรือไม่? ก็ไม่ใช่ว่าการช่วยจัดตั้งค่ายหมื่นสัตว์อสูรกายจะเป็นไปไม่ได้ แต่ผู้อาวุโสเอียซิ่ว ท่านพูดแทนคนในจวนเจ้าเมืองทั้งหมดไม่ได้หรอกจริงมั้ย? หากต้องการให้ข้าช่วยจัดตั้งค่ายหมื่นสัตว์อสูรกาย อย่างน้อยท่านเจ้าเมืองก็สมควรจะมาพูดกับข้าด้วยตัวเอง"



     มิใช่ว่าการช่วยจัดตั้งค่ายหมื่นสัตว์อสูรกายจะเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าความเร็วในการฝึกพลังวิญญาณของเนี้ยหลี่จะนับว่าน่าตื่นตระหนก แต่การจะไปถึงขั้นทองหรือขั้นเหล็กนิล อย่างน้อยยังต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งปีหรือนานกว่านั้น การใช้เวลาสองเดือนสร้างเครื่องมือช่วยชีวิตให้กับนครเรืองโรจน์ยังนับว่าไม่เลวอยู่


     อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เอียเซิ่งควรจะมาขอร้องด้วยตัวเอง อย่าว่าแต่มันเพิ่งถูกเอียเซิ่งทำร้ายจนถึงขั้นกระอักเลือด ให้ไปช่วยจัดตั้งค่ายหมื่นสัตว์อสูรกายงั้นหรือ ฝันไปเถอะ!!


     พอฟังคำพูดของเนี้ยหลี่ เอียซิ่วถึงกับสับสนไปชั่วขณะ แต่มันเข้าใจความหมายของเด็กชาย ดังนั้นกล่าวว่า


   "เนี้ยหลี่ เมื่อเจ้าช่วยพวกเราจัดตั้งค่ายหมื่นสัตว์อสูรกาย นับว่าเจ้ามีสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ให้กับผู้คนทั้งนคร เราย่อมต้องตอบแทนเจ้าด้วยสิ่งของต่างๆ ที่จำเป็นต่อการฝึกฝน...."


 "ช้าก่อน" เนี้ยหลี่ยกมือขึ้นหยุดอี้ซิวก่อนจะถามว่า


  
  ในความหมายของผู้อาวุโสเอียซิ่ว สิ่งของต่างๆ ที่จำเป็นต่อการฝึกฝน ที่จวนเจ้าเมืองสามารถมอบให้ข้าได้นั้นหมายถึงสิ่งใด?" จบตอนครับ


แปลโดย [Moonstruckman]





เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง