test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

7 ก.พ. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 106 เอียซิว



    ในเวลาไม่นาน ระดับพลังของลู่เพียวคงจะแซงหน้าบิดาของตนไปไกล ถึงลู่หนิงจะรู้สึกว่าค่อนข้างเสียหน้า แต่ก็ยังรู้สึกภาคภูมิใจ ถึงอย่างไร ลู่เพียวก็เป็นบุตรชายของตน



     "ลู่เพียว..."


 ลู่หนิงพยายามกัดฟันอดทนในใจ และพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง



    "เจ้าจะเล่นซนอย่างไรในบ้านข้าไม่ว่า แต่เจ้ากลับไปแอบถ้ำมองตอนเด็กหญิงตระกูลเซียวอาบน้ำ ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป ตระกูลลู่ของข้าต้องเสียความน่าเชื่อถือเพราะเจ้า"


ใบหน้าของลู่เพียวปรากฎสีแดงระเรื่อขึ้นด้วยความอับอายแล้วพูดว่า


     "ท่านพ่อ ข้ารู้ตัวว่าผิด"


     "ดีแล้วที่เจ้าสำนึกได้" ลู่หนิงพยักหน้าแล้วพูดต่อ


      "ไม่มีสิ่งใดประเสริฐไปกว่าการที่คนเราสามารถยอมรับความผิดพลาดของตัวเองได้"


ลู่เพียวกำหมัดแน่นแล้วพูดอย่างจริงจังว่า



"ครั้งหน้าที่ไปแอบถ้ำมอง ข้าจะไม่ยอมให้โดนจับได้อีก...."



     พอได้ยินคำนี้ ลู่หนิงก็เกิดอาารมุมปากประตุกเล็กน้อย ลอบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ พลางคิดว่า นี่ข้าให้กำเนิดไอ้ตัว.... เขาเริ่มมีความคิดอยากจะหักคอลูกไม่รักดีคนนี้ทิ้งจริงๆ ถึงจะคิดอย่างนั้น แต่ลู่หนิงก็ไม่ได้ทำอะไร ตอนนี้ลู่เพียวเป็นดั่งหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลลู่ ใครจะกล้าแตะต้องกัน



"เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นคราวนี้ ตระกูลเซียวจึงส่งคนมาคุยกับข้า" ลู่หนิงพูดขึ้น



"จริงหรือ? แล้วเขาว่าอย่างไรบ้าง?" เมื่อลู่เพียวได้ยินเช่นนั้น ก็เริ่มออกอาการตื่นเต้น



"ท่านพ่อ พวกเขาได้พูดเรื่องแต่งงานหรือไม่?"



เมื่อได้ยินคำนี้ ลู่หนิงได้แต่สับสนชั่วขณะ ก่อนจะเริ่มคาดเดาบางอย่างได้



    "นี่เจ้าชอบเด็กหญิงตระกูลเซียวนั่นสินะ.....เจ้าต้องการให้ข้าพูดเรื่องแต่งงานกับตระกูลเซียวหรือ? ฮืม... เจ้านับว่าให้ความสะดวกตระกูลเซียวมากไปแล้ว"




      ถ้าเป็นหนึ่งปีก่อนหน้านี้ ลู่หนิงจะไม่พูดแบบนี้ ในตอนนี้ หากลู่เพียวแต่งกับเซี่ยวเสี่ย ก็ไม่ต่างกับคางคกคิดรับประทานเนื้อห่านฟ้า ทำได้เพียงแค่ฝันกลางวัน แต่ตอนนี้ สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เพียงแค่คิดว่าลู่เพียวพัฒนาไปมากแค่ไหนก็ทำให้ลู่หนิงรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก



      ได้ยินคำพูดของลู่หนิง ลู่เพียวได้แต่คอตก แม้ว่าส่วนในชีวิตส่วนใหญ่ของเขาจะไม่ค่อยจริงจัง แต่ก็ยังนับว่าทำตามกฎเกณฑ์ส่วนใหญ่ ลู่เพียวกับเซียวเสี่ยนับว่าเป็นเพื่อสมัยเด็ก ทั้งคู่กินเล่นเติบโตขึ้นมาด้วยกัน เมื่อทั้งคู่โตขึ้น ก็เริ่มมีความรู้สึกต่อกัน แต่ผู้ใหญ่ในตระกูลทั้งสองฝ่ายกับเริ่มกีดกันพวกเขาทั้งสอง



     พอเห็นท่าทีเศร้าใจของลู่เพียว ลู่หนิงต้องแอบหัวเราะ เขาไม่ได้เป็นฝ่ายพูดเรื่องแต่งงาน แต่ตระกลเซียวกลับเสนอเรื่งแต่งงานขึ้นมาเอง นับว่าทำให้เขาได้หน้าไม่น้อย



    ทันใดนั้น ข้ารับใช้คนหนึ่งรับร้อนเข้ามารายงาน



    "เรียนนายท่าน คุณหนูตระกูลเซียวขอเข้าพบขอรับ"



   ก่อนที่ข้ารับใช้จะรายงานจบ ก็ได้ยินเสียงสดใสของเด็กหญิงดังขึ้นที่เบื้องนอก



"ลู่เพียว ออกมาเดี๋ยวนี้!!"



      ผู้ที่พูดคือเซียวเสี่ย นางสวมชุดสีแดงเพลิงรับรูป มัดผมไปด้านหลังเป็นทรงหางม้า สองมือเท้าเอว ดูราวกับแม่เสือสาว



      ทันทีที่เห็นเซียวเสี่ย ลู่เพียวพลันหดหัวกล้าถอยหลัง ตระเตรียมวิ่งหนีในทันที



   เซียวเสี่ยกวาดสายตาแหลมคมมองลู่เพียว นางประกาศเสียงดังว่า



   "ลู่เพียวหากเจ้ากล้าวิ่งหนีล่ะก็ ไม่ต้องกลับมาพบข้าอีก"



    ลู่เพียวได้แต่ชะงักค้างยืนก้มหน้านิ่ง



     ร่างบางของเซียวเสี่ยพลันปรี่เข้าหาลู่เพียว ยื่นมือเรียวงามเข้าหา....แล้วดึงหูลู่เพียวเต็มแรง ก่อนจะพูดด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า



"ลู่เพียว เจ้าไปถ้ำมองตอนข้าอาบน้ำเมื่อวานหรือ?"



"ข้าเปล่า"



ลู่เพียวสั่นหัวอย่างรุนแรง



"เปล่า? ยังกล้าปฏิเสธอีกหรือ?"


เซียวเสี่ยจ้องอย่างจับผิด



"ข้า...ทำก็ได้" ลู่เพียวร้องตอบอย่างขมขื่น



"โอ๊ย เซียวเสี่ย ข้าผิดไปแล้ว"



"เจ้าไปแอบดูข้ากี่ครั้งแล้ว?"



"หนึ่ง.....แค่หนึ่งครั้ง....ไม่ ๆ ๆ ๆไม่ใช่แค่หนึ่งครั้ง"



"กี่ครั้ง"



"....ขะ....ข้าจำไม่ได้แล้ว"



ลู่เพียวทำหน้าราวกับจะร้องไห้



"เจ้าเห็นอะไรบ้าง? ตอบมา!!"



เซียวเสี่ยยังจ้องไปที่ใบหน้าของลู่เพียว



"ข้าเห็นแค่.....โอ้...ข้าเห็นหมดเลย....."



ใบหน้าลู่เพียวกลายเป็นสีม่วงไปแล้ว



"แล้วเจ้าชอบสิ่งที่เห็นหรือเปล่า?"



   เซียวเสี่ยบิดหูลู่เพียว ยิ่งอารมณ์โกรธของนางเพิ่มขึ้นเท่าใด แรงบิดก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น



    "อ่า...ใช่เลย ข้าชอบมาก"


 ในหัวสมองของลู่เพียวปรากฏภาพที่เขาบันทึกเก็บไว้พลางพยักหน้าตอบ



"ยังกล้าตอบอีกเหรอ?"



เซียวเสี่ยดึงหูลู่เพียวขึ้นสูงพลางขยี้เท้าอย่างแง่งอน



ลู่เพียวรีบปั้นสีหน้าส่ายหัวตอบใหม่ว่า



"ไม่ ๆ ข้าไม่ชอบ"



"เจ้าว่าข้าไม่ดีเช่นนั้นหรือ?!"



เซียวเสี่ยอารมณ์ขึ้นอีกครั้ง จ้องลู่เพียวไม่วางตามือเพิ่มกำลังบิดเข้าไปอีก



ลู่เพียวรู้สึกขมขื่นใจ เขาควรจะตอบอย่างไรเล่า?



  พอเห็นฉากนี้ลู่หนิงได้แต่หดหัว เซียวเสี่ยเหมือนกับมารดาของลู่เพียวทีเดียว เขาค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปด้านข้างช้าก่อนจะหลบออกไปด้วยความเร็วสูง


กว่าลู่เพียวจะหันหน้าหาบิดาของตน เพื่อขอความช่วยเหลือ ลู่หนิงก็จากไปไกลแล้ว



ตำหนักท่านเจ้าเมือง



  เจ้านครเอียเซิ่ง และร่างทรงอสูรชั้นแบล็คโกลด์คนหนึ่งกำลังพูดคุยหารือกัน



       "ท่านเจ้าเมือง เรานำข่าวจากท่านเอียมัวมาแจ้งว่า เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สัตว์อสูรมีอัตราการเจริญเติบโตสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ เราต้องแบ่งกำลังคนออกล่าสัตว์อสูรจำนวนมากเพื่อควบคุมประชากรสัตว์อสูรรอบ ๆ เมืองกลอรี่ ไม่เช่นนั้นหากพวกมันเติบใหญ่ จะกลายเป็นภัยคุกคามเมืองกลอรี่เป็นแน่"



    ร่างทรงอสูรระดับแบล็คโกลด์ผู้หนึ่งพูดขึ้น เขาเป็นชายที่อยู่ในอันดับสามของเมืองกลอรี่ นามว่า เอียซิว ระดับพลังของเขาเพียงเป็นรองเอียมัวและเอียเซิ่งเท่านั้น



    เอียเซิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพนักหน้าเห็นด้วยแล้วพูดว่า



      "ได้ เราจะเร่งแบ่งกำลังร่างทรงอสูรออกล่าสัตว์อสูรเหล่านั้น โชคดีที่เรามียาทิพย์จากสมาคมปรุงยา นั่นช่วยเพิ่มกำลังต่อสู้ได้ แล้วยังมียาเปลี่ยนรูปทั้งเก้า นั่นช่วยลดจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายได้ไม่น้อยทีเดียว"



    เงาร่างหนึ่งปรากฎขึ้นในหัวของเอียเซิ่ง ในจุดนี้เขาได้แต่ยอมรับว่านี่นับเป็นความชอบของเนี่ยลี่ แต่เมื่อนึกถึงว่าเนี่ยลี่พยายามจะใกล้ชิดลูกสาวของตน เอียเซิ่งก็เริ่มคิดหาวิธีจัดการกับเนี่ยลี่



    "อย่างไรก็ตามก็ตาม พวกเรายังต้องระมัดระวังคนจากสมาคมทมิฬด้วย"



       เอียเซิ่งกล่าวเพิ่ม หากพวกเขาส่งร่างทรงอสูรออกจากเมืองมากไป ใครจะรับรองได้ว่าพวกสมาคมทมิฬจะไม่เข้ามาโจมตียามอ่อนแอ



 "นอกจากนี้ ท่านเอียมัว สั่งให้ข้านำของชิ้นหนึ่งกลับมาด้วย ท่านลองดู"



เอียซิวพูดพลางดึงเอาตำราเล่มหนึ่งออกมาจากแหวนห้วงมิติสำหรับเก็บของ



"ท่านเอียมัวพบตำราเล่มนี้ในถ้ำโบราณ แห่งหนึ่ง ท่านไม่รู้ว่ามันทำจากอะไรหรือแม้แต่มันมีอะไรเขียนไว้บ้าง"



   พอเอียเซิ่งเปิดตำราขึ้น ภาพร่างบางอย่างก็ปรากฎให้เห็น กำกับไว้ด้วยลายเส้นคล้ายกับคาถาอาคม นอกจากนี้ยังมีภาพของวิญญาณอสูรจำนวนมาก



จากนั้นคลื่นพลังประหลาดก็แผ่ออกมาจากหนังสือ



คลื่นพลังนี้นับว่าบริสุทธิ์มาก แม้แต่เอียเซิ่งยังไม่เคยพบความบริสุทธิ์ระดับนี้มาก่อน



"ตำรานี่ถูกพบที่ไหน?"



    เอียเซิ่งต้องลอบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ เขารับตำรามาดู พยายามตรวจสอบอย่างรอบคอบที่สุด แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจทั้งถ้อยคำและภาพร่างที่เขียนอยู่ในตำราแม้แต่น้อย



     "ในตอนที่ท่านเอียมัสำรวจถ้ำของสัตว์อสูร ก็ค้นมันได้จากศพของยอดฝีมือท่านหนึ่ง จากการตรวจสอบคร่าว ๆ ยามที่ยอดฝีมือท่านนี้ยังมีชีวิตอยู่ ต้องมีระดับพลังอย่างน้อยก็ชั้นตำนานขั้นสุดท้าย"



   เอียซิวพูด



   เอียมัวมักจะเดินทางอยู่ภายนอกเมืองกลอรี่เพื่อสำรวจและเก็บกู้สมบัติที่ใช้งานได้จากกรุขุมทรัพย์ต่าง ๆ และเพื่อสอดแนมหาข่าวสารที่อาจเป็นภัยคุกคามเมืองกลอรี่



     "ถ้ำนั้นอันตรายมาก แม้แต่ท่านเอียมัวยังไม่กล้าอยู่นาน ท่านถอนกำลังทันที่ได้เก็บตำราเล่มนี้ได้"



   แม้ว่าจะทราบว่าตำราเล่มนี้เป็นสมบัติที่ประเมินค่าไม่ได้ แต่กลับไม่รู้วิธีใช้ แน่นอนว่าต้องสร้างความลำบากยากใจให้ผู้คนนัก



เอียซิวนึกบางอย่างขึ้นได้จึงพูดต่อด้วยความตื่นเต้น



      "ท่านเอียเซิ่ง ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินมาว่า มีเด็กอัจฉริยะผู้หนึ่งปรากฎขึ้นในเมืองกลอรี่ สามารถอ่านและเข้าใจคัมภีร์โบราณได้ รวมถึงคัมภีร์เพลิงอัสนีบาตศักดิ์สิทธิ์ด้วย เราน่าจะลองให้เด็กผู้นั้นช่วยดูสักหน่อย"


พอได้ยินคำพูดของเอียซิว ใบหน้าเอียเซิ่งพลันหมองลงทันตา



"อย่าพูดถึงเด็กนั่นอีก!"



เอียซิวได้ยินก็อดประหลาดใจไม่ได้ถามว่า



"เพราะเหตุใดหรือ?"




    เอียเซิ่งพลันอารมณ์โกรธพลุ่งขึ้น เพื่อปกป้องเด็กที่มีพรสวรรค์ มันได้แต่จัดให้เนี่ยลี่เข้ามาอยู่ในจวนเจ้าเมือง ใครจะคิดว่ากลับเป็นการชักศึกเข้าบ้าน ไอ้หนูนั่นบังอาจล่อลวงเอียจื่ออวิ๋น เพราะสาเหตุบางประการ เขาได้แต่อดทนไว้ ดังนั้นเขาจึงไม่เอาเรื่องเนี่ยลี่ แต่กลับต้องไปขอร้องไอ้หนูนั่นหรือ?



เขาจะไม่ยอมเสียหน้าเช่นนั้นเด็ดขาด




    พอเห็นสีหน้าของเอียเซิ่ง เอียซิวก็พอจะเดาบางอย่างออก เจ้าหนูนั่นคงสร้างความขุ่นเคืองใจให้อี้ซ่ง แต่เรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก เอียซิวโค้งตัวเล็กน้อยแล้วพูดว่า




    "ท่าเจ้าเมือง ของสิ่งนี้ท่านเอียมัวเสี่ยงชีวิตเพื่อเก็บมันมา ย่อมไม่ใช่ของธรรมดาทั่วไป หากเราสามารถดึงเอาความลับนั้นออกมาได้ ย่อมเกิดประโยชน์ต่อเมืองกลอรี่มหาศาล ข้าขอให้ท่านปล่อยวางความอารมณ์ส่วนตัวด้วย"



     มาตรว่าเอียเซิ่งจะโกรธเกรี้ยวเพียงใด แต่มันช่วยไม่ได้ จะอย่างไรเขาก็ไม่ใช่คนที่จะเพิกเฉยต่อประโยชน์ส่วนรวมได้ ดังนั้นเอียเซิงจึงโบกมือและกล่าวว่า



   "เจ้าเป็นคนไปเรียกมันมาแล้วกัน แต่!!... ข้าจะไม่ออกหน้าในเรื่องนี้"



"ขอรับ ท่านเมือง"



เอียซิวตอบพลางพยักหน้า ก่อนจะคำนับล่าถอยออกมา



ณ ที่พักของเนี่ยลี่



 เมื่อเอียซิวก้าวเข้ามา เขาก็กวาดสายตาสำรวจไปทั่ว สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปก็ดูไม่เลวร้ายนัก ดูเหมือนเอียเซิ่งจะไม่ได้กลั่นแกล้งอะไรเนี่ยลี่



    พอก้มหน้าลงก็พบกับเด็กหญิงอายุราวหกถึงเจ็ดขวบนางหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิฝึกพลังอยู่ คลื่นพลังวิญญาณแผ่ออกมารอบตัว



  เห็นสิ่งนี้แล้ว เอียซิวได้แต่ลอบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ จากสายตาของเขาเห็นได้ชัดว่าคลื่นพลังที่แผ่ออกมานั้นอย่างน้อยเป็นระดับบรอนซ์สามดาวแล้ว



แต่นี่มันเด็กอายุราวหกถึงเจ็ดขวบเองนะ!!



 อัจริยะอะไรขนาดนี้ ถ้ามีใครรู้เรื่องนี้เข้า ได้เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วเมืองเป็นแน่



     เอียซิวสูดลมหายใจหนาวเหน็บ เป็นเรื่องดีถ้าเกิดจะมีอัจฉริยะเกิดในเมืองกลอรี่ แต่หากสมาคมทมิฬทราบข่าวล่ะก็ พวกมันจะต้องส่งคนมาลอบสังหารนางเป็นแน่



  เมื่อเอียซิวเตรียมจะก้าวเท้า เด็กหนุ่มวัยรุ่นร่างสูงก็เดินออกมาจากด้านใน เด็กหนุ่มผู้นี้คือเนี่ยลี่



  เนี่ยลี่เงยหน้าขึ้นมองเอียซิว แม้ว่ามันจะรู้สึกได้ว่าเอียซิวเป็นยอดฝีมือ แต่กลับไม่มีอาการประหม่าสักนิด เนี่ยลี่เพียงแค่องแล้วพูดว่า



  "ไม่ทราบว่ามีเรื่องใด ทำให้ยอดฝีมือลำดับสาม ซึ่งเป็นรองเพียงท่านเอียมัวและเอียเซิ่ง ผู้อาวุโสเอียซิวมาเยี่ยมเยียนข้าได้หรือ?"



   ได้ยินคำของเนี่ยลี่ เอียซิวถึงกับสับสนไปชั่วขณะ มันไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะมีใครจดจำมันได้ด้วยการมองเพียงปราดเดียว เพราะความจริงแล้วเขามักจะเดินทางร่วมกับท่านเอียมัวเป็นประจำ ไม่ค่อยได้อยู่ภายในเมืองเท่าใด เด็กอายุน้อยเช่นเนี่ยลี่ ไม่ควรที่จะรู้จักเขาได้



หลังจากไล่ความตื่นตระหนกออกไปจากใบหน้า เอียซิวพลันยิ้มบางและพูดว่า



"ถูกแล้ว เป็นข้าเอง"..จบตอน

แปลโดย แร๊คคูณแมน

เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง