test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

20 ม.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 53 กลับบ้าน




               เนียลี่รู้สึกว่าเสิ่นซิ่วจ้องมองมาที่เขาด้วยปากอันบิดเบี้ยว การไล่เสิ่นซิ่วออกไม่ได้เป็นความพึงปรารถนาของเขานัก เพราะเป้าหมายของเนียลี่คือทั้งตระกูลศักดิ์สิทธิ์




                  แม้ว่าเนียลี่จะท้าท้ายตระกูลศักดิ์สิทธิ์มากแค่ไหน ก็ไม่อยู่ในสายตาตระกูลศักดิ์สิทธิ์ เพราะในสายตาตระกูลศักดิ์สิทธิ์เห็นเนียลี่เป็นเพียงเด็กแค่เหลือขอ เด็กเหลือขอจะคุกคามพวกเขาได้อย่างไร แต่เร็วๆนี้พวกเขาตระหนักถึงผู้ที่ทำลายตระกูลศักดิ์สิทธิได้ แต่จากการกระทำดังกล่าวพวกเขายังคงไม่สนใจนัก


                    


                 หลังจากการทดสอบที่ผ่านมา เนียลี่มีพลังวิญญาณห้าร้อยแปดสิบเก้าจุด เมื่อพลังวิญญาณถึงหกร้อยจุด เขาก็จะสามารถเข้าสู่ระดับซิลเวอร์ เมื่อเขาเริ่มต้นเข้าสู่ระดับซิลเวอร์แล้ว เขาก็จะสามารถผสานเข้ากับจิตอสูรได้




                  เนียลี่ได้เลือกจิตอสูรตนแรกไว้แล้ว แต่เขายังคงเตรียมไปที่การประมูลเพื่อหาจิตอสูรที่คู่ควรกับ จืออวิน หนิงเอ๋อ ลู่เพียว และพวกพ้อง ทั้งนี้กลุ่มของพวกเขาจะต้องเสริมความแข็งแกร่งมากให้มากยิ่งขึ้น




                  แต่ช่วงเวลานี้ เนียลี่ได้แต่เตรียมตัวกับการได้เป็นร่างทรงอสูรระดับซิลเวอร์




                  หลังจากการทดสอบพลังประจำปีได้จบลงแล้ว นักเรียนทุกคนก็ได้วางแผนในอนาคตของตนเองแล้ว




              ไม่นานหลังจากนั้น เสิ่นซิ่วยื่นใบลาออก และได้ออกไปจากสถาบัน เรื่องนี้ได้แพร่กระจายไปในหมู่นักเรียน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเนียลี่ล้วนไม่ธรรมดา หลังจากนั้นเป็นครั้งแรกที่มีนักเรียนไล่อาจารย์ออกไปได้




                  นอกจากนี้ยังมีนักเรียนบางกลุ่มพยายามเข้าหาเนียลี่ แม้ว่าเนียลี่เป็นเพียงแค่ ร่างทรงอสูรระดับบรอนซ์หนึ่งดาว แต่ความรู้ของเขาได้ห่างไกลจากอาจารย์บางคนไปมาก คนเหล่านั้นที่ติดตามเนียลี่พลังได้พุ่งสูงจนน่าตื่นตกใจดังนั้นเป็นเรื่องปกติที่คนอื่นจะอิจฉา




                 เนียลี่ได้ให้ ตู่ซื่อและลู่เพียวกีดกันพวกคนขี้ประจบ เขาค่อนข้างระวังเรื่องพวกนี้ บรรดาคนที่เขายอมรับในชาติก่อนเท่านั้นที่เขาไว้วางใจ ที่สำคัญที่สุดคือความไว้วางใจ




                 แต่กระนั้นเหล่าผู้คนที่ติดตามเนียลี่นั้นก็มีจำนวนมากกว่ายี่สิบหกคนแล้ว




                หลังจากการทดสอบ มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับการได้เข้าเรียนในชั้นเรียนผู้มีพรสวรรค์ เนียลี่สูดลมหายใจเข้าไปเฮือกหนึ่ง มันถึงเวลาที่เขาต้องกลับบ้านแล้ว เขาจำได้ว่าในชีวิตที่แล้วของเขา ตอนที่ครอบครัวของเขาลำบากนั้น เขาไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลยทำได้เพียงแต่รู้สึกขมขื่นภายในหัวใจเท่านั้น เขาคิดถึงบ้านมากในตอนนี้




                 ในที่สุดสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ถึงวันหยุดเสียที!




                 เนียลี่จ้องมองลงไปในห้วงลึกความทรงจำของชีวิตที่แล้ว ความทรงจำของชีวิตที่แล้วก็เริ่มไหลผ่านเข้ามาทีละน้อย




                 หลังจากช่วงเวลานั้น เนียลี่หัวเราะออกมา เมื่อเขาได้กลับมาแล้ว ตระกูลของเขาก็จะไม่มีชีวิตที่ลำบากอีกต่อไป บรรดาศัตรูของตระกูลจะต้องตัวสั่นด้วยความกลัว!




           วันปิดเทอมของสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์เป็นเหตุการณ์ใหญ่วันหนึ่งของเมืองกลอรี่ จำนวนนักเรียนในสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ค่อนข้างมาก ดังนั้นนักเรียนจำนวนมากทั้งหมดนี้ในที่สุดก็จะได้กลับไปยังตระกูลของเขา



ลุ่มของนักเรียนกำลังเดินทางออกจากสถาบัน




                 เนียลี่ นี่สำหรับเจ้า ข้าหวังว่าเจ้าจะคิดถึงข้าเวลาที่เห็นสิ่งนี้ เอาไว้พบกันใหม่ครั้งหน้านะเซี่ยวหนิงเอ๋อได้ยื่นทับทิมเม็ดหนึ่งให้แก่เนียลี่ บนทับทิมเม็ดนั้น มีลวดลายละเอียดอ่อนอย่างมากปรากฏอยู่ เมื่อเนียลี่เงยหน้าขึ้น เซี่ยวหนิงเอ๋อได้วิ่งออกไปพร้อมกับใบหน้าที่มีสีแดง




                 ในทวีปศักดิสิทธิ์ ทับทิมเปรียบได้กับความรักของหญิงสาว


              
           เมื่อมองไปรูปร่างอันอ่อนช้อยของเซี่ยวหนิงเอเนียลี่ไม่สามารถเก็บรอยยิ้มอันขมขื่นได้ เขารู้ว่าเซี่ยวหนิงเอ๋อรู้สึกยังไงกับเขาเนียลี่อดไม่ถึงที่จะยิ้มเล็กน้อยออกมา ความงามที่เย็นชาดุจน้ำแข็งของนางแท้จริงแล้วช่างอ่อนโยนยิ่งนัก




              เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมอง เอียจืออวินกำลังยิ้มและมองมาที่เนียลี่ในเวลานั้นแล้วได้มองไปที่เซี่ยวหนิงเอ๋อที่ไกลออกไป แล้วพูดขึ้น"ในเมื่อเซี่ยวหนิงเออชอบเจ้ามากขนาดนั้นทำไมเจ้าไม่ตอบรับนางเสียล่ะ?"




              เนียลี่เก็บทับทิมเม็ดนั้น แล้วมองไปยังเอียจืออวิน และพูดว่า "มันคือความเมตตา แต่คนที่ข้าชอบคือเจ้า!"




              ความรักจากสองชั่วชีวิตของเนียลี่จะไม่แปรเปลี่ยน เนียลี่ได้คุยเกี่ยวกับความรู้สึกของเขากับเซี่ยวหนิงเออแล้ว แม้ว่านางยังไม่ยอมแพ้ก็ตาม




              หน้าของเอียจืออวินแดงขึ้น "เนียลี่!ถ้าเจ้ายังพูดแบบนี้ ข้าจะ...อย่าคิดว่าคนอย่างข้าจะโดนล่อลวงง่ายๆ!"




              ในขณะนี้ เอียจืออวินไม่สามารถหยุดระลึกเรื่องภายในราชวังใต้ตินของเมืองกล้วยไม้โบราณเหล่านั้นได้ ภายในหัวใจนางรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก และกำปั้นนางก็บีบเข้ากันอย่างแน่น




              "ข้าพูดอย่างจริงจัง!"เนียลี่หัวเราะอย่างเบา ดวงตาเขาจ้องมองไปยังเอียจืออวินอย่างลึกซึ้ง "




              เจ้า! ข้าจะไม่ยุ่งกับเจ้าอีกต่อไปแล้ว!"




              เอียจืออวินกระทืบเท้าของนางกำลังจะออกไป แต่นางก็หยุดก้าวทันที นางเม้มปากของนางและยิ้ม"เช่นนั้น ทำไมเจ้าไม่บอกข้าว่า ข้าดีกว่าหนิงเอ๋อเช่นไร?"




              เนียลี่ยักไหล่และบอก "นั่นเปรียบเทียบกันมิได้ ข้าสามารถบอกได้เพียงเท่านี้ ว่ามันคือโชคชะตาที่ได้ลิขิตไว้แล้ว!"




              มองลึกเข้าไปในดวงตาของเนียลี่ เอีจืออวินรู้สึกราวกับถูกหยุดนิ่ง นางรู้สึกว่าเนียลี่ได้ซ่อนหลายสิ่งไว้จากนาง ภายในดวงตาของเนียลี่นั้นปรากฏเรื่องราวมากมายที่ปิดบังไว้อยู่ภายใน




              หลังจากนางหยุดชะงักชั่วคราว เอีจืออวิน ยกศีรษะนางขึ้นจ้องมองไปบนท้องฟ้าแจ่มใส ข้าหวังว่าสามีของข้าจะเป็นวีรบุรุษเหมือนปู่ของข้า เขาต้องแข็งแกร่งขนาดเขย่าโลกทั้งใบได้ และใช้ชีวิตเขาเพื่อปกป้องเมืองกลอรี่"




              นางมองไปที่เนียลี่แล้วเม้มปากยิ้มขึ้นและพูดว่า "ถ้าเจ้าสามารถไปถึงร่างทรงอสูรระดับตำนานได้ ข้าจะนำมันไปพิจารณาที่หลัง"




              "นี่ เจ้าพูดอย่างนั้นได้อย่างไร!?เจ้าไม่ได้บอกว่าเจ้าจะยอมรับข้าเมื่อข้าถึงระดับโกลด์หรอกรึ?" 

"ก่อนหน้านี้ข้าเพียงแค่ล้อเล่นเท่านั้น เจ้าไม่รู้รึไงจิตใจของเด็กผู้หญิงเปลี่ยนได้ตลอดเวลา"




              เมื่อพูดแล้ว เอียจืออวินหัวเราะและรีบวิ่งไปอย่างรวดเร็ว




              เมื่อเห็นหลังนาง เนียลี่ก็ยิ้มอย่างมีความสุข พูดพึมพำกับตัวเอง "ถ้าเป็นเช่นนั้น ทำไมเจ้าถึงเลือกข้าในชีวิตที่แล้วกัน?

 เมื่อชีวิตที่แล้วของเขา?




              เนียลี่ในตอนนั้น ยังไม่บรรลุระดับซิลเวอร์ แต่ก็อยู่ด้วยกันกับเอีจืออวินแล้ว


          

      “อย่างไรก็ตาม ก็แค่ร่างทรงอสูรระดับตำนาน นั่นไม่ได้ยากเลย




            เว่ยหนาน ซูเซียงจิ้งและจางหมิง ทั้งสามได้อำลาเนียลี่ และเดินออกจากสถาบันกลับไปยังบ้าน




            ตู่ซื่อและลู่เพียว ทั้งสองได้เดินเข้า




            “พวกเราก็ขอตัวกลับก่อนด้วยเช่นกัน!” ตู่ซื่อกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม




             “ตกลง” เนียลี่ผงกศรีษะแล้วพูดว่า พวกเราจะได้พบกันอีกในหนึ่งเดือนข้างหน้านี้




              “หนึ่งเดือนข้างหน้ามาเจอกันอีกครั้ง!” ตู่ซื่อผงกศรษะรับ เขากำลังคิดเกี่ยวกับการกลับไปบ้านของเขา ตู่ซื่ออดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น การกลับไปบ้านในครั้งนี้ นอกจากการบ่มเพาะพลังของเขาที่พุ่งสูงราวกับทะยานฟ้าแล้ว 

         


           
เนียลี่ได้ให้เงินแก่เขาเป็นจำนวนไม่น้อย อย่างน้อยที่สุดมันก็เพียงพอที่จะนำคนในตระกูลของเขาให้พ้นจากความทนทุกข์ได้ ในหัวใจของเขา ตู่ซื่อนั้นมีความรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณอย่างเปี่ยมล้นต่อเนียลี่ เป็นเพราะเนียลี่ชีวิตของเขาถึงได้เปลี่ยนไป




           

          ลู่เพียวได้วางมือทั้งสองไว้ที่สะโพกของเขา แล้วหัวเราะอย่างดังออกมา ในที่สุดข้าก็กำลังกลับบ้านแล้ว! ในครั้งนี้ ข้าไม่จำเป็นต้องกลัวถูกตีโดยพ่อของข้าที่ก้นข้านี้อีกต่อไป!ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”




           เมื่อได้เห็นการแสดงออกของลู่เพียวในขณะนี้ เนียลี่และตู่ซื่อทั้งสองต่างมองหน้าซึ่งกันและกัน พวกเขาช่วยไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วพวกเขาก็ถอยห่างจากลู่เพียว ตอนนี้นักเรียนรอบ ๆ ต่างมองพวกเขาด้วยความประหลาดใจ




           ลู่เพียวเข้ามากอดเนียลี่ไว้แน่น และทำให้หน้าของเนียลี่เปียกโชกจากน้ำลายจากการจูบแล้วกล่าวว่า




           “พี่ชาย ข้ารักท่านแทบขาดใจ




           เมื่อมองเห็นลู่เพียวเป็นเช่นนี้ เนียลี่ตัวสั่นและผลักลู่เพยวออกไป




           ออกไปจากตัวข้า ข้าไม่ใช่พวกเบี่ยงเบนนะ




           ข้าก็ไม่ใช่พวกเบี่ยงเบนเหมือนกัน ท้องฟ้านั้นช่างสดใส พื้นดินก็เป็นสีเขียวชะอุ่ม! ข้าขอตัวลาท่านไปก่อน เจอกันในหนึ่งเดือนข้างหน้า!” ลู่เพียวดูราวกับตัวเบาในขณะที่เขาก้าวยาว ๆ เดินออกไป




           ตู่ซื่อโบกมือลาเนียลี่และออกไปเช่นกัน




           เมื่อได้เห็นสีหน้าที่มีความสุขของสหายทั้งสองของเขา เนียลี่อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างความมีความสุข และเดินตรงไปยังทิศทางซึ่งตระกูลเขาตั้งอยู่




           ทิศเหนือของเมืองกลอรี่




           ผืนแผ่นดินของเมืองกลอรี่มีขนาดค่อนข้างกว้าง นอกจากเมืองทั้งสองที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแล้ว ยังมีเมืองรองทั้งหมดอีก หกเมือง การเดินทางจากสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์มายังบ้านของเนียลี่ แม้จะโดยสารมาด้วยรถม้า เขาก็ไม่สามารถมาถึงได้ภายในสองวัน 




           เนียลี่เป็นสมาชิกของตระกูลซึ่งมีนามว่าตระกูลบันทึกสวรรค์ เป็นตระกูลที่อาศัยอยู่ในหุบเขาแห่งหนึ่งซึ่งมีผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรบนพื้นที่นี้มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นจึงอาศัยการทำนาและการเก็บเกี่ยวสมุนไพรบนภูเขาเพื่อดำรงชีวิต 


           ด้วยความโชคดี ที่ระยะห่างจากที่นี่ถึงกองทหารและกำแพงป้องกันเมืองอยู่ใกล้กันมาก มันจึงค่อนข้างปลอดภัย แม้ว่าตระกูลบันทึกสวรรค์เป็นตระกูลชนชั้นสูง มีเพียงผู้นำตระกูลของตระกูลบันทึกสวรรค์เท่านั้นที่เป็นร่างทรงอสูรระดับโกลด์ สิ่งนี้นั้นหมายความว่าถ้า
หากผู้นำตระกูลได้ล่วงลับจากไป และไม่มีคนรุ่นใหม่ผู้ใดที่สามารถคู่ควรกับตำแหน่งนี้ ตระกูลบันทึกสวรรค์จะไม่เป็นเช่นที่เคยเป็นมาอีกต่อไป




           ด้วยความเป็นหนึ่งในตระกูลขุนนางที่เสื่อมถอยมากที่สุด ตำหนักของตระกูลบันทึกสวรรค์นั้นทรุดโทรมและเก่ามาก กำแพงด้านนอกโดนทำลายเสียหายหนัก อย่างไรก็ตาม ตระกูลนี้ก็ไม่มีเงินเพียงพอเพื่อที่จะซ่อมมัน




           แค่ด้านนอกของตำหนักนั้น ใครก็ตามสามารถเห็นได้ถึงพื้นที่กสิกรรมขนาดใหญ่ซึ่งเหล่าผู้คนได้ทำการเพาะปลูกและทำไร่ด้วยพืชหลากหลายชนิด เมื่อพวกเขาเห็นการเดินเข้ามาของเนียลี่จากที่ไกล ๆ  คนในตระกูลคนหนึ่งได้เริ่มทักทายเขาก่อน




           สี่ยวลี่ เจ้ากลับมาแล้วหรือ ?”




           คนของตระกูลผู้นี้รับผิดชอบในการทำการเกษตรไม่ไดีมีตำแหน่งที่สูงแต่อย่างใดภายในตระกูลและพ่อของเนียลี่ก็เป็นหนึ่งในพวกเขาเหล่านั้น




                   แม้ว่าตระกูลบันทึกสวรรค์กำลังเริ่มเสื่อมถอย แต่จำนวนประชากรของตระกูลนี้มีเป็นจำนวนมากใน

พื้นที่แห่งนี้บริเวณเดียวก็มีบ้านเรือนอยู่

หลายพันหลัง ซึ่งหมายถึงมีจำนวนผู้คนที่ได้อาศัย


อยู่มีประมาณห้าถึงหกพันคน อีกด้วย




                  ภายในตระกูลบันทึกสวรรค์ มีเด็กจำนวนทั้ง

สิ้น ยี่สิบหกคน ที่ได้เข้าเรียนในสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ 


โดย
เนียลี่เป็นหนึ่งในพวกเขาเหล่านั้น อย่างไรก็

ตาม บุคคลิกของ
เนียลี่ค่อนข้างเก็บตัว ดังนั้นเขา

จึงพูดคุยกับเด็กคนอื่น ๆน้อยมาก เด็กคนอื่น ๆ ล้วนอยู่ในชั้นเรียนระดับกลางและชั้นสูง ดังนั้นช่วงปิด

ภาคเรียนของพวกเขายังไม่มาถึง อีกราว ๆ หนึ่งถึง


สองวันก่อนที่พวกเขานั้นจะกลับมาบ้าน




                   พี่ใหญ่ เนียลี่ ท่านกลับมาแล้ว!”




                   เด็กผู้หญิงร่าเริงตัวน้อย ๆ ได้วิ่งเท้าเปล่ามา

หา
เนียลี่ ผมของนางได้ถูกรวบแบบหางหมู และ

แก้มแดงดั่งผลแอปเปิ้ล มองดูน่ารักน่าเอ็นดู




                   นางมีชื่อว่า เนียหยู่ นางเป็นลูกสาวลุงของเขา




                   พ่อของเขา เนียหมิงมีเพียงลูกชายคนเดียว สถานะของพวกเขาในตระกูลบันทึกสวรรค์นั้นต่ำอย่างมาก พวกเขาได้อาศัยการทำกสิกรรมเพื่อเลี้ยงตัวของพวกเขาเอง ด้วยความโชคดี เพียงแค่หนึ่งในสามของผลผลิตที่ต้องนำส่งให้แก่ตระกูล ส่วนที่เหลือนั้นสามารถเก็บไว้สำหรับพวกเขาเองได้

            เมื่อค่าเล่าเรียนกำลังจะถูกจ่ายโดยเนียลี่นับแต่นี้เป็นต้นไป พวกเขาสามารถมีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้นได้



                   เกี่ยวกับสมาชิกของตระกูลที่มีอยู่ประมาณ ห้าถึงหกพันคนนั้น มีจำนวนทั้งสิ้นหกสิบ คนที่เป็นนักสู้ระดับบรอนซ์ หกคนเป็นนักสู้ระดับซิลเวอร์ สองคนเป็นร่างทรงอสูรระดับซิลเวอร์และมีเพียงหนึ่งคนที่เป็นร่างทรงอสูรระดับโกลด์ สิ่งนี้คือกำลังของตระกูลบันทึกสวรรค์



                   ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลบันทึกสวรรค์ก็คือหัวหน้าตระกูล เนีไห่ เขาเป็นร่างทรงอสูรระดับโกลด์หนึ่งดาว ตำแหน่งของเขาภายในตระกูลนั้นสูงที่สุด รองลงมาคือนักสู้ระดับโกลด์หนึ่งดาวสองคน และนักสู้ระดับกลด์สามดาว หนึ่งคน



                   โดยปกติ ผู้นำตระกูลจะถูกพบเห็นไม่บ่อยนัก เขามักจะปรากฏตัวขึ้นในงานพิธีต่าง ๆ เท่านั้น



                   เนียลี่ลูบไปที่หัวของเนียหยู่ เขายังคงสามารถให้ความเอ็นดูนางได้

แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า สี่ยวหยู่เป็นเด็กดีตอนอยู่ที่บ้านหรือไม่?”



                   “อืม เสี่ยวหยู่เป็นดีมาก ๆ !เนียหยู่กล่าว ผงกศรีษะของนาง แล้วมองมาด้วยท่าทีจริงจัง ข้าต้องการเป็นเหมือนอย่างท่านด้วย พี่ใหญ่เนียลี่ ได้เข้าสู่สถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์และกลายเป็นนักสู้!



          เนียหยู่ได้วางเนียลี่เป็นดั่งเป้าหมายของนางตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่เนียลี่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอับอายจนร้อนผ่าวที่แก้ม ในชีวิตที่แล้วของขาเมืองกลอรี่ได้ถูกทำลาย ระดับพลังของเนียหยู่นั้นมีมากยิ่งกว่าตัวเขาเสียอีก


      ดังนั้นเนีหยู่จึงได้เป็นกังวลในตัวเขา ณ ตอนนั้น อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นพี่ใหญ่ เขายังคงได้รับความเคารพโดยเนียหยู่ สิ่งนี้ทำให้เนียลี่รู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างมาก และหลังจากนั้นต่อมา เนียหยู่ได้ตายในสงครามกับเหล่าสัตว์อสูรที่ได้โจมตีมายัง

เมือง นางตายอย่างน่ายกย่อง



          แม้ว่าเนียลี่รู้สึกไม่ค่อยดี เขาก็ได้ปล่อยวางมันลงและคิดว่า 'เป็นสิ่งที่ดีแล้ว ที่ได้กลับมา'



                   เนียลี่เดินไปไกลด้วยกันกับเนียหยู่ เมื่อพวกได้เขาเห็นเนียลี่ เนียหมิงและเนียไค่หยุดทำงานบ้านของพวกเขาไว้ ยิ้มให้กันและกันแล้วเดินตรงมายังที่เนียลี่ยืนอยู่ (แล้วอยู่ด้วยกันอย่างครอบครัวแสนสุข) ....จบตอน




แปลโดย Supawat Rinnai และ Traross Saiiza


เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง