test

เมนู นิยาย บน

เมนูมังงะ

20 ม.ค. 2559

Tales of Demons & Gods บทที่ 49 ทดสอบพละกำลัง




            พรมแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสวรรค์ มันเป็นเรื่องง่ายที่จะผ่านการทดสอบเช่นนั้นรึ?


           

         อย่างไรก็ตาม เสิ่นเฟย ยังไม่ทราบว่าภายในช่วงเวลาอันสั้นนี้ เซี่ยวหนิงเอ๋อได้บ่มเพาะพลังด้วย เทคนิคการบ่มเพาะพลัง[มังกรัสนี] ตามที่เนี้ยหลี่แนะนำนางไม่เหมือนกับแต่ก่อน หลังจากการบ่มเพาะพลังวิญญาณพลังของเซี่ยวหนิงเอ๋อก็ได้ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ในเวลาเดียวกันตระกูลกมังกร ทั้งหมดของเซี่ยวหนิงเอ๋อได้สนับสนุนนาง ความสามารถของเซี่ยวหนิงเอ๋อในตอนนี้นั้นไม่สามารถเปรียบเทียบกับแต่ก่อนได้


            

             “หลังจากที่พูดออกมา เจ้าคิดว่าเจ้ามีคุณสมบัติเพียงพอหรือ?” เสิ่นเฟย กล่าวออกมาพร้อมหัวเราะอย่างเย็นชา มีเพียงนักเรียนที่โดดเด่นที่สุดเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเข้าไปยังพรมแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสวรรค์ได


            
            “พรมแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสวรรค์เนียลี่ เนี้ยหลี่ยิ้มเล็กน้อย มันต้องเป็นสถานที่แห่งนั้นที่เขาต้องไปให้ได้อย่างแน่นอน ในอดีตชาติ เมืองกลอรี่ได้ถูกทำลาย เข้าได้เขาไปในพรมแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสวรรค์ บางสิ่งที่ได้ซ่อนอยู่นั้นเป็นสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจจินตนาการได้ ดังนั้น เนียลี่ต้องได้รับคุณสมบัติเพื่อจะเข้าไปยังพรมแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสวรรค์นี้ให้จงได้ !


            
มั่นใจได้เลยว่า เซี่ยวหนิงเอ๋อนั้นมีคุณสมบัติพอ รอดูได้เลย ตอนนี้เจ้าจะไปไหนก็ไป!” 


          
เนียลี่กล่าวอย่างเย็นชา คนอย่างเสิ่นเยไม่คู่ควรที่จะมาเป็นคู่ตอสู้ของเนียลี่ สิ่งที่กระตุ้นจิตใจของเนียลี่ไม่ใช่เพียงแค่ผู้สืบสายเลือดของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้คนเดียว แต่เป็นทั้งหมดของตระกูลศักดิ์สิทธิ์


            

            เสิ่นเฟยจ้องมองไปที่
เนียลี่ ทันใดนั้นเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมา พร้อมกล่าวอย่างเย็นชา” เนียลี่เจ้ากล้าหรือไม่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะจัดแข่งขันศิลปะการต่อสู้ของเหล่าผู้มีพรสวรรค์ เมื่อถึงเวลานั้น เราจะเชิญตระกูลบันทึกสวรรค์ด้วย เจ้ากับข้าสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่งพอถึงเวลานั้นจะไม่มีการติดใจเอาความ เจ้ากล้าหรือไม่?


            

          เลวทรามมากสายตาของคนโดยรอบได้มองเสิ่นเฟยด้วยความชิงชังแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แต่คิดสาปแช่งในใจเท่านั้น เขาเป็นนักเรียนที่มาจากชั้นเรียนผู้มีพรสวรรค์และมีอายุได้สิบเจ็ด ปีแล้ว ระดับเคลื่อนพลังของเขาก็ได้เข้าสู่ระดับซิลเวอร์แล้ว แต่ทว่าเนี้ยหลี่นั้นยังไม่ถึงระดับบรอนซ์หนึ่งดาวเสียด้วยซ้ำ การที่เสิ่นเฟยพยายามจริงจังที่จะชักชวนเพื่อต่อสู้กับ
เนียลี่นั้น เห็นได้ชัดว่าเสิ่นเฟยมีเจตนาที่จะฆ่าเนียลี่เท่านั้น!


            

ถึงแม้ว่า
เนียลี่จะปฏิเสธ ก็จะไม่มีใครพูดสิ่งใดเลย


            

         “ แล้ว ? เจ้ากล้ารึไม่ถ้าเจ้าไม่กล้า เจ้ามันก็เป็นแค่คนขี้ขลาดคนหนึ่ง!” เสิ่นเฟยกล้าพูดออกมาโดยไม่สนใจสายตาคนรอบข้าง พร้อมกับหัวเราะอย่าเย็นชา


            

          ทันใดนั้น เซี่ยวหนิ่งเอ๋อก็ได้ตึงเครียดขึ้นพร้อมมองไปที่
เนียลี่ เนียลี่ยิ้มเล็กน้อย เขาได้ทำการบีบเบา ๆ ไปที่มือของหนิงเอ๋อ ทำให้นางรู้สึกคลายกังวล


            “ตั้งแต่ข้าได้ท้าท้ายตระกูลเจ้า ไหนเลยเรื่องแค่นี้ทำไมข้าจะไม่กล้าเนียลี่หัวเราะดังลั่น พร้อมความมั่นใจเต็มเปี่ยม ผู้คนต่าง ๆรอบข้างล้วนไม่เชื่อกับภาพที่เห็นเนียลี่ยอมรับคำท้าทายของเสิ่นเฟย เสิ่นเฟยนั้นอยู่ในระดับซิลเวอร์แถมยังเป็นนักเรียนในชั้นเรียนผู้มีพรสวรรค์ เนียลี่บ้าไปแล้วหรือ?


            

          เซี่ยวหนิงเอ๋อเห็นท่าทีมั่นใจของ
เนียลี่ นางรู้สึกคลายกังวลลงไม่มีสิ่งใดยากสำหรับเนียลี่ เนียลี่นั้นมีพลังที่ยากหยั่งถึงเขาสามารถแก้ไขทุกปัญหาได้


            

          “เมื่อเจ้าได้ตกลงแล้ว เจ้าอย่าได้กลับคำและอย่าได้คิดหนี ข้าจะรอเจ้าในการต่อสู้ที่จะมาถึงนี้เสิ่นเฟยแค่นเสียงในจมูก ดวงตาเขาคมราวกับมีดเมื่อพวกมันกวาดตามองผ่านเนี้ยหลี่และเซี่ยวหนิงเอ๋อ ข้าจะทำให้เจ้าทั้งสองได้รู้ซึ้ง เมื่อเจ้าได้พ่ายแพ้ให้แก่ข้า ข้าจะได้สนุกกับการได้เห็นแกอ้อนวอนขอความเมตตาหลังจากนั้นก็จะสังหารเจ้าต่อหน้าเซี่ยวหนิงเอ๋อซะ!'


             

          เสิ่นเฟยหันหลังกลับและเดินจากไป เสิ่นเอีย ที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากพี่ชายเขานัก ก็มองยังมุ่งร้ายมาที่
เนียลี่ด้วย แต่ไม่ช้าก็จากมาและตามหลังเสิ่นเฟยไป




             หลังจากออกมาชั่วครู่ เอียจืออวินก็ได้กลับมา นางมองตรงไปยังเนียลี่และถามเขาด้วยความห่วงใย ข้าได้ยินว่าเจ้ายอมรับการประลองของเสิ่นเฟย




             “มันไม่มีอันใด ข้านั้นมีแผนแล้ว เมื่อได้เห็นว่าเจ้าห่วงใยข้าเพียงใดนั้น ข้าก็รู้สึกซาบซึ้งในหัวใจแล้ว” เนียลี่กล่าว




             เอียจืออวินไม่รู้ว่าจะสรรหาคำใดมาบรรยายได้ นางกระทืบเท้าด้วยความโกรธและพูดว่า ใครบอกกันว่าข้านั้นห่วงใยเจ้า มันเป็นความรู้สึกรักข้างเดียวของเจ้าทั้งนั้น?”  เสิ่นเฟยได้ก้าวถึงระดับซิลเวอร์นานแล้ว ระดับของเขาอย่างน้อยก็อยู่ที่ระดับร่างทรงอสูรระดับซิลเวอร์สองดาว  เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าเจ้านั้นสามารถเอาชนะเขาได้ ?




             แม้ว่านางได้พูดออกไปว่านางนั้นไม่ได้ห่วงใย แต่ที่จริงแล้ว เอียจืออวินยังคงกังวลอยู่




             “พวกเราจะได้เห็นเมื่อเวลานั้นมาถึง” เนียลี่ได้ยักไหล่ของเขา




             “เจ้ายอมรับการประลองนี้เป็นเพราะเซี่ยวหนิงเอ๋อเป็นแน่ มันดูราวกับว่าความรู้สึกของเจ้าที่มีต่อเซี่ยวหนิงเอ๋อนั้นเป็นเรื่องจริง เป็นสิ่งดีกว่าที่จะดีต่อนางให้มาก มิเช่นนั้น ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปเอียจืออวินแค่นเสียงอย่างเย็นชา นางไม่รู้ตัวว่าทำไมเมื่อนางได้พูดคำเหล่านั้นออกไป นางรู้สึกเจ็บปวดอยู่ในใจของนาง




             ในเมื่อเจ้าชอบเซี่ยวหนิงเอ๋อมากถึงเพียงนี้ ทำไมเจ้าจึงยังมาบอกว่ารักข้า? นางคิดขึ้น ระลึกถึงเหตุการณ์ภายในพระราชวังใต้ดิน นางรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อยในดวงใจ เนียลี่ได้เห็นทุกสิ่งที่เขาไม่ควรมอง




             “คนเช่นเสิ่นเฟยนั้นเหมือนกับขยะ ข้าไม่สามารถทนได้ซึ่งผู้หญิงเช่นเซี่ยวหนิงเอ๋อต้องไปตกอยู่ในมือของเสิ่นเฟย ด้วยสิ่งนี้ต่างหากที่ข้าช่วยนางออกมา!” เนียลี่อธิบายอย่างรวดเร็ว เขามีเพียงความประทับใจอันดีต่อเซี่ยวหนิงเอ๋อเท่านั้น แต่ไม่ว่าความประทับใจนั้นจะมากเพียงใด มันก็ไม่สามารถเทียบได้กับชะตากรรมที่เอียจืออวินและเขาได้ผ่านมาร่วมกัน






             “เจ้าพูดเช่นนั้น ก็ไม่ได้ทำให้ดูดีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อยเอียจืออวินบุ้ยปาก




             เมื่อได้ยินที่เอียจืออวินพูด เนียลี่ไม่รู้ว่าเขาจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ในชีวิตที่แล้วของเขา เขาได้ประสบพบพานหลายสิ่ง  มือของเขานั้นได้ผ่านมาแล้วซึ่งเลือดที่ไหลริน ของหลายชีวิตเสียจนไม่อาจที่จะนับได้ เขาได้ทำสิ่งต่าง ๆ ลงไปมากที่ขัดกับจิตสำนึกของเขา อย่างไรก็ตามเขาไม่ใช่คนเลวทรามเช่นเสิ่นเฟย


             


             “เจ้าไม่จำเป็นต้องอธิบายเรื่องนั้นกับข้า มันดูเหมือนกับว่าข้านั้นกังวลหรือ?” เอียจืออวินขมวดคิ้วและแค่นเสียง




             เมื่อเผชิญหน้ากับผู้อื่น ๆ เอียจืออวินวางตัวสง่างามอย่างเฉยเมย นางจะวางตัวห่างจากผู้อื่นเป็นพัน ๆ ลี้ ความสงบเล็กน้อยของนางบอกถึงว่านางนั้นไม่กังวลเกี่ยวกับเขา เนี้ยหลี่กอดอกของเขาและสูดหายใจลึก โลกนี้ช่างสวยงาม เขามีความรู้สึกกับชีวิตในชีวิตปัจจุบันของเขานี้ เมื่อเทียบกับการต้องร่อนเร่ไม่รู้จบและมีแต่การฆ่าฟัน เมื่อชีวิตที่แล้วของเขา ชีวิตของการเล่าเรียนนั้นมีความสงบสุขกว่าอย่างมาก เขาถูกเกลียดและถูกรบกวนโดยคนเลวทราอย่างเสิ่นเอีย เสิ่นเฟ่ย และชู่หยวน   และเขาได้แหย่กระเซ้าสาวงามเช่นเอียจืออวินและเซี่ยวหนิงเอ๋อ ชีวิตนี้ช่างแสนสุขสบายนัก




             เมื่อได้เห็นท่าทีอิ่มเอมใจของเนียลี่เอียจืออวินรู้สึกโกรธ และถามว่า เจ้ากำลังหัวเราะเรื่องอันใด?”




             “ข้ากำลังหัวเราะเช่นนั้นหรือ?” เนียลี่พูดขณะพยายามควบคุมเสียงหัวเราะของเขา




             เอียจืออวินรู้สึกเศร้าใจ เนียลี่นั้นน่ารำคาญมากเกินไป นางรู้สึกเหมือนว่าต้องการทุบตีเนียลี่

อย่างไรก็ตามไม่รู้ว่าเหตุใด 

    


     แม้ว่านางจะเกลียด
เนียลี่ แต่นางยังคงดูเหมือนชอบที่จะอยู่ด้วยกันกับเขา บางทีเป็นเพราะนางไม่มีมีเพื่อนสนิทมาเป็นเวลานานแล้ว การที่ได้อยู่กับเนียลี่ ทำให้นางรู้สึกสบายใจปราศจากการหวาดระแวง




             เมื่อได้เห็นเอียจืออวินและเนียลี่กำลังพูดคุยกัน ด้วยเอียจืออวินดูเหมือนว่าจะโยนทิ้งซึ่งความสำรวมเมื่ออยู่กับเนียลี่ ทำให้กลุ่มของเด็กผู้ชายคลุ้มคลั่งด้วยความหึงหวง ท่าทีที่สง่างามของนางเป็นเหตุให้ผู้อื่นที่ได้ยลโฉมนางนั้นตกอยู่ในความหลงไหล เนี้ยหลี่คว้าข้อมือเซี่ยวหนิงเอ๋อเมื่อชั่วครู่นี้ และตอนนี้เขากำลังเย้าแหย่กับเทพธิดาเอียจืออวิ




             ทำไมสิ่งดี ๆ ทั้งหลายเหล่านี้ถึงได้ตกอยู่กับเนียลี่สวรรค์นั้นช่างไม่ยุติธรรม!


                  

         ตู่ซื่อ ลู่เพยวและคณะรู้สึกอิจฉา
เนียลี่อยู่ลึก ๆ อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ได้รู้สึกหึงหวงภายในใจของพวกเขาแต่อย่างใด เนียลี่คือพี่น้องของพวกเขา เป็นพี่น้องของพวกเขาตลอดชีวิตที่ผ่านมา ตู่เซ่อ ลู่เพยวกำลังพูดคุยกับนักเรียนจากชั้นเรียนพวกเขา ด้วยลักษณะพิเศษซึ่งความเป็นผู้นำของตู่เช่อได้ดึงดูดให้เหล่าสามัญชนมากมายติดตามเขา




                 หลังจากนั้นชั่วครู่ เสิ่นซิ่วได้เดินมา สะโพกเธอส่ายไปมา(ขณะเดิน) นางชำเลืองมองผ่านกลุ่มนักเรียนและสายตามาตกอยู่กับเนียลี่ สายตานางเปลี่ยนเป็นครบกริมเมื่อมันตกมาที่เขา




                 เสิ่นซิ่วพูดด้วยโทนเสียงต่ำว่า การทดสอบประจำปีสำหรับชั้นเรียนของพวกเราจะเริ่มในไม่ช้านี้ ทุก ๆ คนตามข้ามา!”




                 “อาจารย์ เสิ่นซิ่ว ดังที่ท่านได้พูดกับข้าก่อนหน้านี้ ถ้าข้าสามารถไปถึงระดับบรอนซหนึ่งดาวได้ ท่านจะลาออกจากโรงเรียนแห่งนี้ สิ่งนั้นยังเป็นจริงอยู่หรือไม่? “เนียลี่ได้พูดไปแบบนั้นอย่างกระทันหัน แล้วเขาก็หัวเราะและเริ่มพูดต่อ ถ้าท่านมาขอขมาแก่ข้า และขอร้องให้ข้ายกเลิกการพนันระหว่างเรา บางทีข้าจะทบทวนมัน




                 'เจ้ากำลังพยายามใช้กลอุบายกับข้ารึข้าไม่หลงกลง่าย ๆ หรอก!' เสิ่นซิ่ว คิดเช่นนั้น นางพ่นหายใจออกและพูดว่า ข้าเสิ่นซิ่วยึดมั่นในคำพูดของข้า ถ้าเจ้าสามารถไปถึงระดับบรอนซ์หนึ่งดาวได้ ข้าจะลาออก




                 เนียลี่ยักไหล่และพูดว่า เช่นนั้นท่านควรจะรีบไปและเขียนจดหมายลาออกของท่านให้เรียบร้อยเสียดีกว่า




                 “ไว้พูดเมื่อการทดสอบของเจ้าถึงระดับบรอนซ์หนึ่งดาวก็แล้วกันเสิ่ซิ่วแค่นเสียง และนำพาเหล่านักเรียนทั้งหมดของชั้นเรียนเดินตรงไปยังห้องโถงแห่งการสอบ




                 มีนักเรียนจำนวนหลายพันคนภายในสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ ทุก ๆ คนต่างเข้ารับการทดสอบของตัวเองการทดสอบนั้นใช้ซึ่งเวลาอยู่บ้าง




                 ระหว่างทางเดินนั้น นักเรียนมากมายเริ่มพูดคุยกัน




                 “ข้าได้ยินมาว่าในชั้นเรียนฝึกหัดร่างทรงอสูร มีอยู่ สองคนผู้ซึ่งพลังวิญญาณของเขาได้ก้าวถึงระดับบรอนซ์สามดาวแล้ว!” ชั้นเรียนฝึกหัดร่างทรงอสูรนั้นยิ่งใหญ่มาก!”




                 “ก็ควรเป็นเช่นนั้น พวกเขาเหล่านั้นมากมายได้บ่มเพาะพลังก่อนพวกเราไปถึงหนึ่งถึงสองปี




                 “ข้าได้ยินมาว่า ชั้นเรียนฝึกหัดซึ่งรูปแบบอักขระ มีผู้หนึ่งซึ่งพลังของเขาอยู่ที่ระดับบรอนซ์สองดาว!”




                 กลุ่มของนักเรียนซึ่งได้สวมใส่เสื้อผ้าต่างกันไปกำลังยุ่งอยู่กับการวิพากษ์วิจารณ์




                 ภายในสถาบันกล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์ มีอยู่ หกชั้นเรียนในระดับฝึกหัด เพราะว่าชื่อของพวกมันนั้นแตกต่างกันเพื่อแสดงถึงความสามารถที่พวกเขาทำได้ดี ที่แตกต่างกันด้วย อย่างไรก็ตาม พวกเด็ก ๆ นั้นเปลี่ยนใจอยู่ตลอดเวลา ไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนจะปรับเปลี่ยนทิศทางการบ่มเพาะพลังของพวกเขา ท่ามกลางชั้นเรียนทั้งหมด ชั้นเรียนฝึกหัดร่างทรงอสูรได้รับความสนใจมากที่สุดเพราะที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ที่เหล่าผู้มีพรสวรรค์มุ่งความสนใจไปมากที่สุด




                 เกี่ยวกับการสอบในชีวิตที่แล้วของเขา เซี่ยวหนิงเอ๋อและเอียจืออวินได้เข้าสู่ชั้นเรียนร่างทรงอสูรฝึกหัดและเนียลี่ยังคงอยู่ที่ชั้นเรียนนักต่อสู้ฝึกหัด แม้ว้าเขาได้ทำอย่างดีที่สุดแล้วในการฝึกตน การบ่มเพาะพลังของเขายังคงเพิ่มขึ้นได้อย่างช้า ๆ ราวกับมันไม่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด




                 แต่ชีวิตนี้จะไม่เป็นเช่นชีวิตที่แล้วของเขา ไม่เพียงแต่เซี่ยวหนิงเอ๋อและเอียจืออวินแต่รวมแม้กระทั่งตู่เซ่อ ลู่เพยวและเพื่อนทั้งสามที่จะมีโชคชะตาที่พลิกผัน




                 “ชั้นเรียนของนักต่อสู้ฝึกหัดมาที่แห่งนี้!”




                 “นี่คือชั้นเรียนที่มีขยะมากที่สุดใช่หรือไม่มีเรื่องเล่าว่าภายในกลุ่มของพวกเขา มีคนมากมายที่มีเพียงจิตสีชา!”




                 “ดวงวิญญาณมีสีชายังสามารถบ่มเพาะพลังได้อีกหรือ?”




                 “อย่างไรก็ตาม ข้าได้ยินมาว่ามีซึ่งบางคนที่ความฉลาดของพวกเขานั้นไม่เลวเลยทีเดียว โดยใกล้จะถึงระดับบรอนซ์ในไม่ช้านี้ ยกตัวอย่างเช่นเอียจืออวินและเซี่ยวหนิงเอ๋อ!”




                 เมื่อได้ยินชื่อทั้งสองเหล่านี้ ผู้ชายหลายคนมีดวงตาเป็นประกาย ไม่ว่าเป็นที่แห่งใด หญิงสาวอันงดงามยังคงเป็นจุดศูนย์กลางแห่งความสนใจของทุก ๆคน แม้ว่าอายุของพวกเขายังค่อนข้างน้อย พวกเขาได้ผ่านการบ่มเพาะพลังมาตั้งแต่เยาว์วัย ดังนั้น ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาได้เรียนรู้หลายสิ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว




                 ท่ามกลางชั้นเรียนนักต่อสู้ฝึกหัด สองหญิงผู้งดงามที่สุดไม่ต้องสงสัยเลยว่าคือเอียจืออวินและเซี่ยวหนิงเอ๋อ เหล่าผู้ชายในชั้นเรียนร่างทรงอสูรระดับฝึกหัดล้วนแสดงความคาดหวังในดวงตาของพวกเขา ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี เอียจืออวินและเซี่ยวหนิงเอ๋อจะเข้าสู้ชั้นเรียนของพวกเขา เมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาจะมีโอกาสมากมายที่จะได้ใกล้ชิดกับพวกนางทั้งสอง




                 เมื่อมองดูเหล่านักเรียนจากชั้นเรียนร่างทรงอสูรฝึกหัดที่มีดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง เนี้ยหลี่อดหัวเราะไว้ไม่ได้เลย ภายในช่วงชีวิตนี้ พวกเขาจะต้องผิดหวัง เพราะว่าไม่ว่าทั้งเอียจืออวินและเซี่ยวหนิงเอ๋อ พวกเธอจะได้เข้าไปยังชั้นเรียนร่างทรงอสูรระดับผู้มีพรสวรรค์




                 ภายใต้การนำของเสิ่นซิ่ว ชั้นเรียนนักต่อสู้ฝึกหัดได้เข้าสู่ห้องโถงแห่งการทดสอบ บนเวทีที่ไกลออกไป ได้ยกตัวขึ้นเพื่อให้สามารถมองเห็นการทดสอบทั้งหมดได้




                 “รอบแรก การทดสอบพละกำลัง ผู้ใดจะเป็นคนแรก?” หนึ่งในเหล่าอาจารย์ได้ถามไปยังเสวิ่นเซี่ยว




                 เสิ่นเอียได้มองดูไปยังนักเหล่านักเรียนทั้งหมดภายในชั้นเรียนของเขา เสิ่นเอียได้ก้าวออกมาและพูดอย่างภูมิใจว่า ข้าจะเป็นคนแรก!”หลังจากการพูด เขาได้ก้าวไปยัง


                           หอคอยศิลาวัดพลัง


จบตอน




     [แปลโดย supawat Rinnoi& Kimaera]


เมนู นิยาย ล่าง

เมนู มังงะ ล่าง